
เทคโนโลยีบูรณะ และการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ มีอะไรบ้าง
- Blackcat
- 43 views

เทคโนโลยีบูรณะ และการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ปัจจุบันเทคโนโลยีหลากหลาย ที่เข้ามาช่วยบูรณะและอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ AI สร้างภาพเคลื่อนไหวและระบายสีภาพเก่า การสแกน 3 มิติและ LiDAR สำรวจโบราณสถาน ไปจนถึง VR/AR จำลองสถานที่เสมือนจริง และระบบตรวจจับความเสียหายด้วยคอมพิวเตอร์วิทัศน์ แต่ละเทคโนโลยีมีจุดแข็งและข้อจำกัดต่างกัน
เทคโนโลยีหลักที่ใช้งานจริงในปัจจุบันจะแบ่งเป็น การสร้างภาพ/เสียงย้อนอดีต (AI colorization, deepfake reanimation) การสำรวจและจำลองพื้นที่ (3D scan, LiDAR, VR/AR) และการตรวจสอบดูแลรักษา (AI ตรวจความเสียหาย, digital preservation) ซึ่งใช้ประกอบกันเพื่อเก็บรักษาข้อมูลโบราณสถานและวัตถุ ให้อยู่ได้แม้ต้นฉบับจะเสื่อมสภาพ
AI คืนชีพภาพประวัติศาสตร์ได้จริงไหม คำตอบคือ ได้ในระดับหนึ่ง พิพิธภัณฑ์ซัลวาดอร์ ดาลี เคยใช้ฟุตเทจเก่าของศิลปินสร้างอวตาร AI ขนาดเท่าตัวจริงที่โต้ตอบกับผู้เข้าชมได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การคืนชีพที่ว่าเป็นการจำลอง ซึ่งไม่ใช่การฟื้นคืนตัวตนจริงของบุคคลนั้น
เทคโนโลยี 3 มิติโบราณสถานไทย มีที่ไหนบ้าง ปัจจุบันกรมศิลปากรใช้การสแกนภาพ 3 มิติตรวจสอบโครงสร้างโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดอรุณราชวราราม ซึ่งให้ภาพเปรียบเทียบแบบดิจิทัลที่แม่นยำกว่าวิธีเดิม ขณะที่ระบบ AR Smart Heritage
ครอบคลุมโบราณสถานรวมกว่า 36 แห่ง กระจายอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 11 แห่ง สุโขทัย 10 แห่ง ศรีสัชนาลัย 9 แห่ง และกำแพงเพชร 6 แห่ง (22 ธันวาคม 2020) [1]
ทำไมพิพิธภัณฑ์เริ่มใช้ AI เล่าประวัติศาสตร์ คำตอบคือ เพื่อชุบชีวิตเรื่องราวและวัตถุโบราณที่หยุดนิ่ง ให้กลายเป็นประสบการณ์โต้ตอบเฉพาะบุคคล ที่สมจริงและดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
ภาพเก่าขาวดำแต่งสีด้วย AI แม่นยำแค่ไหน คำตอบคือ แม่นยำในระดับการคาดเดาตามข้อมูลสถิติของอัลกอริทึมเท่านั้น เพราะ AI ไม่สามารถหยั่งรู้วัตถุประสงค์ หรือโทนสีที่แท้จริงจากอดีตได้
LiDAR ยิงเลเซอร์ทะลุผ่านป่าทึบ เพื่อสร้างแผนที่ภูมิประเทศความละเอียดสูง ในกัมพูชาทีมวิจัยเคยสแกนพื้นที่ราว 975 ตารางกิโลเมตร จนพบโครงสร้างเมืองโบราณกินพื้นที่ราว 50 ตารางกิโลเมตร (18 ตุลาคม 2019) [2] ส่วนในไทย หน่วยงาน GISTDA ใช้ LiDAR
สำรวจอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จนพบร่องรอยเส้นทางน้ำโบราณในเมืองที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน เพราะพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้จนสำรวจด้วยวิธีปกติไม่ได้
คือการบันทึกข้อมูลโบราณสถานในรูปแบบดิจิทัลถาวรเพื่อใช้อ้างอิงแม้ต้นฉบับจะสูญหาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีสุสาน Kasubi ในยูกันดาที่ถูกไฟไหม้ในปี 2010 แต่ถูกบันทึกข้อมูลดิจิทัลไว้ล่วงหน้าหนึ่งปีโดย CyArk ทำให้ข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้บูรณะสถานที่ในภายหลังได้
จะเป็นการนำข้อมูลสแกน 3 มิติ มาสร้างเป็นโลกเสมือนให้ชมจากระยะไกลได้ เช่น วัดในอยุธยาและเมืองพุกามของเมียนมา ทำให้ผู้ชมสำรวจรายละเอียดสถาปัตยกรรมได้โดยไม่ต้องเดินทางจริง
ใช้คอมพิวเตอร์วิทัศน์ และการเรียนรู้เชิงลึกวิเคราะห์ภาพถ่ายพื้นผิว เพื่อหารอยแตกร้าวและการผุกร่อนโดยอัตโนมัติ งานวิจัยชิ้นหนึ่งใช้โมเดล Mask R-CNN ตรวจจับประเภทความเสียหายบนหินโบราณสถานได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้ดูแลโบราณสถาน วางแผนซ่อมแซมได้ตรงจุดกว่าการตรวจด้วยสายตาแบบเดิม

เทคโนโลยีบูรณะและการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างภาพเคลื่อนไหว ไปจนถึงการสแกนสามมิติ และระบบตรวจจับความเสียหายอัตโนมัติ ทุกเทคโนโลยีล้วนช่วยให้เก็บรักษาข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมได้ละเอียดและยั่งยืนขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบควบคู่ไปด้วยเสมอ

