
ไขคำตอบ สปอนเซอร์กีฬา ใช้หลักจิตวิทยา จริงหรือไม่
- MY Kismet
- 13 views

สปอนเซอร์กีฬา ใช้หลักจิตวิทยา จริงหรือไม่ ตอบเลยว่าเป็นความจริง ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดอย่างหนึ่ง ที่เข้าถึงลูกค้าผ่านการสื่อสารทางความรู้สึก การสร้างความคุ้นเคย และการอยู่เคียงข้างผู้ชมในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่จดจำ และมียอดขายเพิ่มมากขึ้น
เพราะช่วงเวลาการแข่งขัน สมองของผู้ชมจะเปิดรับข่าวสารอย่างเต็มที่ และมีอารมณ์ร่วมกับการแข่งขันสูง ทำให้การจดจำข้อมูลและแบรนด์ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความรู้สึกคุ้นชินได้อีกด้วย ทำให้ผลลัพธ์การรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้น
เป้าหมายสูงสุดคือเข้าถึงตัวผู้ชม พื้นที่สื่อต่างๆ เช่น ป้ายข้างสนามแข่ง โลโก้บนเสื้อ โลโก้บนจอโทรทัศน์ ทำหน้าที่เป็นพาหนะเท่านั้น แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือการเข้าไปอยู่ในความทรงจำของผู้ชม และทำให้ผู้ชมเริ่มสนใจแบรนด์มากยิ่งขึ้น
เป็นปรากฏการณ์จิตวิทยาที่มีชื่อว่า “Image Transfer Effect และ In-group Favoritism” แฟนกีฬาจะรู้สึกว่าแบรนด์อยู่ข้างเดียวกัน เมื่อแบรนด์ทุ่มเงินสนับสนุน หรืออัดฉีดเงินรางวัลให้นักกีฬา แฟนกีฬาจะรู้สึกว่าแบรนด์เป็นมิตรที่สร้างความสุขให้
มีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำสูง ส่วนหนึ่งเกิดจากความภักดีต่อทีมกีฬา จึงเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่สนับสนุน และหากแฟนกีฬาเคยซื้อสินค้าไปแล้วหนึ่งครั้ง มีโอกาสกลับมาซื้อเพิ่มอีก 45-56% (3 กรกฎาคม 2023) [1] ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างความผูกพัน ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
สมองจะเกิดปรากฏการณ์ Mere Exposure Effect เมื่อสายตาเห็นโลโก้เดิมเป็นเวลานาน สมองจะเริ่มจัดระบบให้แบรนด์ที่เห็น เป็นแบรนด์ที่มีความเชื่อถือสูง และเป็นแบรนด์ที่ไว้วางใจได้ อีกทั้งยังสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ด้วย
บริษัทดัง ต้องการสร้างภาพจำ จริงหรือไม่ ตอบเลยว่าเป็นความจริง บริษัทชั้นนำไม่ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาล เพื่อคาดหวังผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องการสร้างภาพจำระยะยาว และต้องการให้แฟนกีฬามองว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาชนิดนั้นด้วย
สาเหตุที่คนดูชื่นชอบแบรนด์ไปด้วย เป็นเพราะกลไกทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า BIRGing หรือการส่องแสงความภูมิใจ เมื่อทีมแข่งที่รักชนะ สมองจะหลั่งสารโดพามีนออกมา ซึ่งสารนี้จะเชื่อมโยงไปยังแบรนด์ที่ปรากฏให้เห็นในตอนนั้นด้วย ทั้งแบรนด์ที่อยู่ข้างสนามและที่อยู่รอบๆ
มีโอกาสถูกเกลียด เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า CORFing หรือ Out-group Bias พบได้มากในกีฬาที่มีความขัดแย้งสูง เช่น ทีมฟุตบอลคู่ปรับ แฟนบอลแต่ละฝั่งจะมีอคติทางความคิด และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนสินค้าจากแบรนด์ที่สนับสนุนคู่แข่ง
1. Reciprocity: เกี่ยวข้องกับความรู้สึกอยากช่วยซื้อ เพราะแบรนด์ช่วยสนับสนุนทีมที่ชอบ
2. Social Proof: เกี่ยวข้องกับการใช้ชื่อเสียงนักกีฬา มาสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
3. Conditioning: เกี่ยวข้องกับการอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ และมีอารมณ์ร่วมทางความรู้สึก
เข้ามาช่วยได้แน่นอน เพราะระบบปฏิบัติการของปัญญาประดิษฐ์ในตอนนี้ วิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่ามนุษย์ 100% และตอนนี้องค์กรต่างๆ ก็เริ่มมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องการเงิน การผลิต และการสร้างรายได้แล้วกว่า 70-90% (22 มีนาคม 2026) [2]

สปอนเซอร์กีฬาใช้หลักจิตวิทยา จริงหรือไม่ คำตอบคือ จริง เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้หลายวิธี ทั้งเรื่องการซื้อพื้นที่สื่อ การสนับสนุนทีมกีฬาหรือสมาคม การเพิ่มการรับรู้แบรนด์จากป้ายโลโก้ ทั้งหมดนี้ทำปฏิกิริยากับสมองในส่วนความจำ และการสร้างความคุ้นเคยได้

