
ราชการไทย ใช้ AI มากขึ้นไหม ข้อเท็จจริงทั้งหมด
- MY Kismet
- 93 views

ราชการไทย ใช้ AI มากขึ้นไหม ข้อเท็จจริงทั้งหมด ตอบได้เลยว่า ปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยที่ตอนนี้การใช้ AI ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์องค์กรภาครัฐใหม่ เน้นการลดภาระงานซับซ้อน และมีระดับพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ยุคสมัยสุโขทัย การปกครองจะเป็นรูปแบบ “พ่อดูแลลูก” ซึ่งยุคสมัยนี้ถือเป็นยุคที่เปิดโอกาสให้ ข้าราชการมีสิทธิ์เสนอแนะแนวทางการบริหารบ้านเมือง จนมาถึงยุคสมัยอยุธยา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 1873 – 2310 อิทธิพลความเชื่อจากเขมรมีความรุนแรงขึ้น รูปแบบการปกครองจึงเปลี่ยนไป
มีการแต่งตั้งเสนาบดีสองฝ่ายคือ ผู้นำฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร หน้าที่ทั้งสองตำแหน่งนี้ คือการรับคำสั่งโดยตรงจากพระมหากษัตริย์ และไม่มีการรับเงินเดือน เพราะถูกมองว่าเป็นการรับใช้แผ่นดิน แต่จะมีของขวัญสินน้ำใจมอบให้เป็นประจำทุกปี การปกครองไทยเริ่มมีการเปลี่ยนไปยุครัชกาลที่ 5 ในปี 2418
พระองค์ทรงนำระบบเงินเดือนมาใช้ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากตะวันตก และในยุคนี้เองที่ประเทศไทย เริ่มมีการกระจายอำนาจออกเป็นจังหวัด โดยที่ผู้ว่าแต่ละจังหวัด จะขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2445 ก็เริ่มมีการสอบข้าราชการ เพื่อเข้าถวายงานในพระราชสำนัก
ที่มา: วิวัฒนาการของระบบราชการไทย (สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2026) [1]
ระบบการใช้เอกสาร ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ในหน่วยงานภาครัฐ สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ และยังเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการรายงานประจำปี ซึ่งรูปแบบการใช้งาน และการยื่นคำร้องต่างๆ จะต้องผ่านหลายหน่วยงานในการพิจารณา เรียกได้ว่ามีทั้งความซับซ้อนและยุ่งยากด้วย
ระบบเอกสารนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค สมัยสุโขทัยและอยุธยา เป็นบันทึกคำสั่งทางราชการ และเป็นการประกาศทางกฎหมาย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือช่วงรัชกาลที่ 5 ที่ได้มีรับสั่งให้สร้างหอสมุด เพื่อรวบรวมเอกสารจากหน่วยงานต่างๆ
จะเห็นได้ว่ายุคปัจจุบัน การใช้งานระบบเอกสารยังคงมีอยู่ เพราะข้าราชการส่วนใหญ่ ยังคงคุ้นชินกับระบบนี้ และยังไม่ได้มีองค์ความรู้ใหม่ทางด้านเทคโนโลยีมากนัก อีกทั้งเอกสารต่างๆ ยังถือเป็นหลักฐานแสดงความโปร่งใส ของการดำเนินงานทั้งหมดจึงยังคงได้รับความนิยมอยู่
รัฐบาลช่วงปัจจุบัน มีการผลักดันให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เพิ่มมากยิ่งขึ้น จากการประกาศเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของข้าราชการว่าด้วยการ อนุมัติการขึ้นทะเบียน หรือการแจ้งข้อกำหนดตามกฎหมาย ทั้งหมดนี้สามารถทำผ่านระบบดิจิทัลได้
อีกส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องของการรับข้อมูลข่าวสาร ทั้งจากภายในและภายนอก สามารถใช้ระบบดิจิทัลในการดำเนินการได้ทั้งหมด การเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยมีกระทรวงต่างๆ เข้าร่วมถึง 7 กระทรวง (23 มกราคม 2021) [2]
เห็นได้ชัดว่ารูปแบบการดำเนินงานของภาครัฐ ในตอนนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องรูปแบบเอกสาร การยื่นคำร้อง และการยื่นจดทะเบียนต่างๆ ปรับเป็นรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ถือเป็นการลดขั้นตอนการทำเอกสาร และยังช่วยให้ระบบข้าราชการไทยพัฒนาต่อได้อีก
7 สาเหตุหลักๆ ที่รัฐบาลสนับสนุนการใช้ระบบ AI ในการทำงาน มีอยู่ดังนี้
1. ยกระดับการบริการ: ลดความยุ่งยากเรื่องเอกสาร และการดำเนินการงานที่ล่าช้า เป็นผลกระทบรุนแรง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ เสียเวลาเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีสามารถลดช่วงเวลาตรงนี้ได้
2. เป็นการลดต้นทุน: ระบบอัจฉริยะ สามารถจัดการเอกสารรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ถือเป็นการลดการใช้กระดาษ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของภาครัฐได้
3. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: ระบบ AI ของภาครัฐสามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศไทย เป็นจุดดึงดูดนักลงทุน และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้
4. ป้องกันการทุจริต: การประมวลข้อมูล การตรวจสอบการปลอมแปลง เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำได้ ถือเป็นรูปแบบการทำงานใหม่ ที่ลดความไม่โปร่งใสของข้าราชการไทย
5. สร้างภาพลักษณ์ใหม่: หากข้าราชการไทยมีการทำงานดีขึ้น แน่นอนว่าภาพลักษณ์โดยรวมจะดีขึ้นด้วย ประชาชนจะเริ่มอุ่นใจมากขึ้น เมื่อต้องการเข้าใช้บริการ
6. เข้าถึงประชาชนได้ไว: รูปแบบการทำงานเดิมคือ รับเรื่องฟ้องร้องจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เข้าถึงประชาชนโดยตรง แต่หากเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ รัฐจะสามารถเข้าถึงเสียงของประชาชนได้มากขึ้น
7. แก้ปัญหาได้ทันเวลา: วิกฤตน้ำท่วม ภัยแล้ง สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เทคโนโลยีสามารถวิเคราะห์ และแนะนำแนวทางการแก้ไขได้
โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2022-2027 ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ โครงสร้างหน่วยงานทั้งหมดเริ่มปรับเปลี่ยน และจะได้เห็นข้าราชการไทยใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น โดยที่ตอนนี้ข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ก็เริ่มมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะข้าราชการ e-Service
ซึ่งแนวทางการจัดการกับระบบดิจิทัลสมัยใหม่ (AI) เน้นให้ระบบใหม่นี้ครอบคลุมการทำงานทั้งหมด เพิ่มหน้าที่ในส่วนของการควบคุม และการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อพัฒนาองค์กรต่างๆ (2026) [3] รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลด้วย
ปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคล มีการใช้ระบบสมัยใหม่ในการวิเคราะห์ และการจำแนกฐานข้อมูลแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการจัดการข้อมูล จะเห็นได้ว่าภาครัฐมีการเปิดใช้แอปพลิเคชัน THAIID เป็นแอปสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดแบบดิจิทัล ถือเป็นระดับพัฒนาการของการใช้งานเทคโนโลยีที่ดี
โครงการ Generative AI เป็นโครงการใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นการยกระดับทักษะเดิมให้มีคุณภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลคือ “กระทรวงดีอี” โดยที่ตอนนี้ได้มีการออกกฎหมายควบคู่ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องต่างๆ ไว้แล้วด้วย
จากภาพรวมปัญหาที่มีโอกาสเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นได้ในด้านจริยธรรม สังคมโดยรวม ข้อกฎหมาย และกฎระเบียบข้อบังคับ ซึ่งตอนนี้โครงการนี้ยังคงอยู่ในช่วงการพัฒนา และได้รับแรงสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาแบบต่อเนื่อง
หากสนใจอ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิก etda

บทส่งท้ายราชการไทยใช้ AI มากขึ้นไหม คำตอบ ใช้เพิ่มมากขึ้น และเริ่มมีการใช้งานในหน่วยต่างๆ แล้วด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีของระบบข้าราชการไทย ทั้งเรื่องความโปร่งใส และลดภาระงานที่ซับซ้อน และในอนาคตระบบอัจฉริยะเหล่านี้ อาจเข้ามาสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยด้วย
คำตอบคือ เป็นเรื่องจริง เอกสารยุ่งยาก ขั้นตอนการดำเนินงานก็ซับซ้อน ทำให้ข้าราชการไทยรับภาระหน้าที่หลายอย่าง ส่งผลกระทบต่อการทำงานโดยรวม เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เพราะระบบการทำงานแบบเดิม เป็นระบบการทำงานแบบซ้ำซาก
คำตอบ ลดลงแน่นอน เพราะภาระงานซ้ำซ้อนจะหายไป การจัดการเอกสารยุ่งยากก็จะหายไป ทำให้ข้าราชการมีช่วงเวลามากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และมีข้อผิดพลาดที่น้อยลง ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับข้าราชการ และประชาชนผู้ใช้บริการด้วย

