พอร์ตหลัก–พอร์ตเสริม สิ่งไหนจำเป็นกว่ากัน

พอร์ตหลัก–พอร์ตเสริม

พอร์ตหลัก–พอร์ตเสริม สิ่งไหนจำเป็นกว่ากัน ตอบได้เลยว่า พอร์ตหลักจำเป็นมากกว่า เพราะเป็นพอร์ตที่ช่วยสร้างความมั่นคง เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานการลงทุนทั้งหมด ในส่วนของพอร์ตเสริมนั้น จะเป็นตัวเร่งการทำกำไรให้กับพอร์ตหลัก และการหมุนเวียนกระแสเงินสดเท่านั้น

พอร์ตหลัก vs พอร์ตเสริม ความหมายต่างกันยังไง?

พอร์ตหลัก หมายถึงการลงทุนที่มั่นคง เน้นการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก พอร์ตเสริม เน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูง ลงทุนเพื่อการเก็งกำไร เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับภาพรวม และเพิ่มกระแสเงินสดหมุนเวียนแบบรายเดือนได้ด้วย

เปรียบเทียบความต่าง พอร์ตหลัก vs พอร์ตเสริม

ความต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือระยะเวลาการลงทุน พอร์ตหลักมักจะลงทุนระยะยาว เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ต่างจากพอร์ตเสริม ที่จะเป็นการลงทุนระยะสั้น เน้นทำกำไรจากความผันผวนของตลาด นอกจากนี้ยังมีความต่างจุดอื่นๆ อีกหลายประการ ดังนี้

เป้าหมายการลงทุนของแต่ละพอร์ต ต่างกันอย่างไร?

พอร์ตหลักจะเป็นเป้าหมายระยะยาว สัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ 60% ของเงินทุนทั้งหมด สินทรัพย์ส่วนใหญ่เน้นความเสี่ยงต่ำ เติบโตแบบสม่ำเสมอ ในส่วนของพอร์ตเสริม เน้นลงทุนตามธีมที่มีโอกาสเติบโต มีสัดส่วนการลงทุน 30-40% ของเงินทุนทั้งหมด (1 พฤษภาคม 2026) [1]

พอร์ตแต่ละรูปแบบ มีความเสี่ยงแตกต่างกันยังไง?

มีค่าความเสี่ยงต่างกันอย่างชัดเจน พอร์ตหลักมีความเสี่ยงในระดับต่ำ-ปานกลาง มีค่าความผันผวนที่ต่ำ สินทรัพย์ส่วนใหญ่เน้นประเภทสินทรัพย์ที่ทำกำไรต่อเนื่องได้ ต่างจากพอร์ตเสริมที่มีความเสี่ยงสูง ถึงสูงมาก สินทรัพย์ที่เลือกลงทุนส่วนใหญ่ จะเป็นสินทรัพย์เติบโต หรือการลงทุนตามกระแส

สำหรับการลงทุน มีแค่พอร์ตหลักอย่างเดียวได้หรือไม่?

มีแค่พอร์ตหลักอย่างเดียวได้ และยังเป็นกลยุทธ์ที่มีโอกาสทำกำไรสูงด้วย เพราะพอร์ตหลักส่วนใหญ่จะมีความเสี่ยงต่ำ มีโอกาสทำกำไรต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงได้ดี เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับการถือครองระยะยาว นอกจากนี้ยังลดความเครียดระหว่างการลงทุนได้ด้วย

กรณีใดที่นักลงทุนจำเป็นจะต้องมีพอร์ตเสริม?

แบ่งออกได้หลายกรณี เช่น ต้องการสร้างกระแสเงินสดชั่วคราว, ต้องการป้องกันเงินต้นจากวิกฤตของตลาด, ต้องการเร่งเป้าหมายให้ไวขึ้น และต้องการกระจายความเสี่ยง ทั้งหมดนี้เป็นกรณีที่จำเป็นจะต้องแบ่งพอร์ต สาเหตุหลักๆ คือการรักษาเงินต้น และไม่ต้องการให้เงินต้นได้รับผลกระทบ

สินทรัพย์ที่เหมาะกับแต่ละพอร์ต มีอะไรบ้าง?

  • พอร์ตหลัก: S&P 500, ดัชนี MSCI World, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้เอกชน, กองทุนแบบผสม, ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
  • พอร์ตเสริม: หุ้นเติบโตสูง, หุ้นเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ เช่น Blockchain, หุ้นปันผลเด่น, กองทุนตามเทรนด์, กองทุนพลังงานสะอาด, สินทรัพย์ทางเลือก และกองทุนอสังหาริมทรัพย์

เงินทุนตั้งต้น พอร์ตแบบไหนใช้เงินเยอะกว่ากัน?

พอร์ตที่ใช้เงินทุนตั้งต้นสูงจะเป็นพอร์ตหลัก ใช้เงินทุนส่วนใหญ่ 60-70% ของเงินทั้งหมด สำหรับพอร์ตเสริมจะใช้เงินประมาณ 30-40% เท่านั้นในการลงทุน ตัวอย่างเช่น มีเงินอยู่ 1,000 บาท จะไปอยู่ในพอร์ตหลักอย่างน้อย 600-700 บาท และพอร์ตเสริม 300-400 บาท (14 ธันวาคม 2021) [2]

พอร์ตแบบไหน ต้องดูแลใกล้ชิดมากกว่ากัน?

พอร์ตเสริมต้องดูแลใกล้ชิดกว่า เพราะพอร์ตส่วนนี้เน้นลงทุนแบบเก็งกำไร มีระยะเวลาทำกำไรที่สั้นกว่า สินทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นเติบโต หรือการลงทุนตามเทรนด์ ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพื่อหาจังหวะในการซื้อขายเพื่อทำกำไร

นักลงทุนมือใหม่ ควรมีพอร์ตแบบไหนก่อน?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ควรเลือกสร้างพอร์ตหลักให้มั่นคงก่อน เพราะพอร์ตหลักจะเป็นฐานทำกำไรที่แข็งแกร่ง และยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเงินทุนด้วย และหากไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องมีพอร์ตเพิ่ม แนะนำให้ถือครองพอร์ตเดียวไปก่อน เพราะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าด้วย

นักลงทุนมืออาชีพ จำเป็นต้องมีสองพอร์ตไหม?

ไม่จำเป็น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย สถานการณ์เฉพาะหน้า และความต้องการของนักลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากการมีพอร์ตเดียวก็มี ส่วนนักลงทุนที่ต้องการมีหลายพอร์ต เรื่องนี้ก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละบุคคล

บทสรุป พอร์ตหลัก vs พอร์ตเสริม

พอร์ตหลัก–พอร์ตเสริม

ภาพรวม พอร์ตหลัก vs พอร์ตเสริม มีความแตกต่างที่ชัดเจน ทั้งเรื่องของเป้าหมาย ช่วงเวลาในการลงทุน ความเสี่ยง และการดูแลติดตาม นักลงทุนที่ยังไม่มีประสบการณ์ แนะนำให้ปั้นพอร์ตหลักก่อน ถือเป็นการปูฐานให้มั่นคงก่อนที่จะลุยไปหาความเสี่ยงใหม่ๆ ในอนาคต

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง