ฝึกโยคะ ควรระวังอะไรบ้าง ข้อควรระวังในการฝึกโยคะ

ฝึกโยคะ ควรระวังอะไรบ้าง

เนื่องจาก ฝึกโยคะ ควรระวังอะไรบ้าง ควรระวังในเรื่องของ ปัญหาด้านสุขภาพ และโรคประจำตัวที่ต้องระวัง รวมไปถึงพฤติกรรมระหว่างการฝึก ซึ่งสิ่งสำคัญของการฝึกโยคะนั้นจะจำเป็นต้อง เตรียมตัวก่อนฝึกเสมอ และควรมีสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อการฝึกที่มีผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพจิต

  • ข้อควรระวังพื้นฐาน ในการฝึกโยคะ
  • สัญญาณเตือน การฝึกโยคะเป็นอันตรายมีสัญญาณอย่างไร
  • สิ่งที่ไม่ควรทำ ในขณะที่ฝึกโยคะ

อธิบาย ข้อควรระวังพื้นฐาน ในการฝึกโยคะ

โดยสำหรับ การฝึกโยคะนั้นควรระวังในเรื่อง ของปัญหาด้านสุขภาพที่เฉพาะตัวได้แก่ โรคประจำตัว และปัญหาในโรคแทรกซ้อน รวมไปถึงพฤติกรรมในขณะที่มีการฝึกโยคะ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมาก และสำหรับการเริ่มการฝึก ควรที่จะเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการฝึกเสมอ

ซึ่งการฝึก ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าในช่วงปีระหว่าง 2025-2034 ตลาดโยคะทั่วโลกมูลค่า 68.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และสามารถเติบโตได้มากถึง 19.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2034 มีอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7.29% ในช่วงระยะเวลาคาดการณ์ (20 เมษายน 2026) [1]

การเตรียมร่างกาย ก่อนการฝึกโยคะ ทำอย่างไร?

ฝึกโยคะ เริ่มยังไง เริ่มจากการเตรียมร่างกาย ควรที่จะมีการวอร์มอัปอย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อ เพราะเนื่องจากการบาดเจ็บส่วนใหญ่จะเกิดขึ้น จากการขาดการวอร์มอัป จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บในส่วนของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติการเตรียมร่างกาย 4 ส่วนหลักตามดังนี้

  1. การอบอุ่นร่างกายทั่วไป ให้เริ่มจากการเดินเร็วหรือการวิ่งเหยาะๆ รวมไปถึงการกระโดดเชือกเบาๆ และการหมุนข้อต่อ ควรทำต่อเนื่องประมาณ 5-10 นาที
  2. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว ให้เริ่มจากการ ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง, การเตรียมความพร้อมกล้ามเนื้อต้นขา และการกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวก่อนการฝึก
  3. การเตรียมความพร้อมเฉพาะเจาะจง หากมีการวิ่งควรเริ่มจากการเดินเร็วสลับกับการวิ่งเหยาะๆ หากมีการยกน้ำหนัก ควรให้ยกด้วยบาร์เปล่า หรือน้ำหนักที่เบาที่สุดก่อน 1-2 เซต
  4. การเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ควรมีการนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนวันฝึก และควรได้รับสารอาหารอย่าง น้ำดื่มสะอาดให้เพียงพอก่อนฝึก 1-2 ชั่วโมง และควรทานอาหารให้ย่อยง่าย ล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมง

สัญญาณเตือน การฝึกโยคะเป็นอันตราย จะมีสัญญาณอย่างไร?

สัญญาณเตือน การฝึกโยคะเป็นอันตราย หากรู้สึกเจ็บจี๊ดหรือหน้ามืดควรหยุดทันที โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป การบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับวัยรุ่น โดยมักเกิดจากการฝืนร่างกายในท่าที่ต้องทรงตัวจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ สำหรับกลุ่มที่อันตรายต่อการฝึกโยคะ จะมีรายละเอียดตามดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 สตรีมีครรภ์ แต่สำหรับการฝึกโยคะในกลุ่มผู้หญิงที่มีครรภ์ โดยท่าโยคะที่ใช้แรงมากจะไม่เหมาะสมกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ อาจจะส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่ฉับพลัน
  • กลุ่มที่ 2 ผู้ที่มีความดันโลหิต หรือโรคหัวใจ ถึงจะเป็นการฝึกที่ช่วยเรื่องการบำบัดทางจิตใจ แต่สำหรับบ้างท่าในการฝึกโยคะนั้น จะเป็นเหมาะสมกับระบบหัวใจ และหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็น ท่าศีรษะลงพื้น และท่าไหล่ลงพื้น อาจจะทำให้การไหลเวียนของเลือดที่ผิดจังหวะได้
  • กลุ่มที่ 3 ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง โดยสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก จะไม่เหมาะสมกับท่าโยคะบ้างท่าอย่างเช่น ท่าล้อ และท่าไถนา ซึ่งเป็นท่าที่จะสร้างแรงกดดันต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง และคอแทนที่จะช่วยบรรเทาอาการปวด แต่จะทำให้เกิดอาการปวดมากกว่าเดิม
  • กลุ่มที่ 4 ผู้ที่มีบาดแผลทางจิตใจที่ไม่ได้รับการเยียวยา โดยในส่วนของผู้ที่เป็นโรค PTSD ถือว่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนในกลุ่มนี้ หรืออาจจะกระตุ้นให้เกิดบาดแผลทางจิตใจเพิ่มขึ้นได้
  • กลุ่มที่ 5 ผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะบ่อยครั้ง โดยโยคะในบางท่าจะไม่เหมาะสมกับบุคคลในประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็น ท่าต้นไม้, ท่ายืนแยกขา และท่าอินทรี อาจจะทำให้ผู้ฝึกเสียสมดุลในการทรงตัว หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ

สิ่งที่ไม่ควรทำ ในขณะที่ฝึกโยคะ มีอะไรบ้าง?

โดยสำหรับ สิ่งที่ไม่ควรทำในขณะที่ฝึกโยคะจะได้แก่ การกลั้นหายใจ, การฝืนร่างกาย, การเปลี่ยนท่าทางที่รวดเร็วเกินไป, การละเลยการวอร์มอัป และการใส่เครื่องประดับ รวมไปถึงการฝืนฝึกเมื่อมีอาการบาดเจ็บ ซึ่งทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในขณะที่มีการฝึกโยคะ

เพราะด้วย ในช่วงปี 2016-2018 มีรายงานจาก Yoga Alliance และ Yoga Journal ที่ระบุว่ามีผู้คนฝึกโยคะเพิ่มขึ้น 36 ล้านคน ซึ่งในจำนวนที่ผู้ฝึกเพิ่มมากขึ้นที่เน้นการฝึกเพื่อแก้ปัญหาการเจ็บป่วย แต่จากการตรวจสอบพบว่า 10% ในกลุ่มผู้ฝึกทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่แย่ลงกว่าเดิม (29 มีนาคม 2022) [2]

ความสำคัญของ การหายใจในการฝึกโยคะ เป็นอย่างไร?

ฝึกโยคะ ควรระวังอะไรบ้าง

ความสำคัญของ การหายใจในการฝึกโยคะ การหายใจผิดวิธีระหว่างท่าที่ยากส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนเลือด และทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว ควรหายใจเข้าออกทางจมูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความดันเลือดให้ปกติและช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่

จากโรคระบาดของโควิด-19 ในช่วงปีระหว่าง 2022-2023 ที่ได้ตรวจพบกับการฝึกโยคะ ที่ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้จริง และจากคณะแพทยศาสตร์ฮาร์วาร์ดได้นำคน 65 คนที่เป็นโรคซึมเศร้า โดยทำให้เห็นว่าการฝึกโยคะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ลดลง 50% หรือมากกว่านั้น (27 มกราคม 2024) [3]

การฝืนร่างกาย ในการฝึกโยคะ จะส่งผลอย่างไร?

โดยการฝืนร่างกาย ในการฝึกโยคะจะส่งผลใน อาจจะได้รับการบาดเจ็บที่รุนแรง และจะสะสมความเสียหายในระยะยาว และเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างมากสำหรับการฝืนร่างกายในการฝึกโยคะ ยิ่งเป็นการฝึกโยคะร้อน ไม่สมควรที่จะมีการฝืนร่างกาย

โดยสำหรับ การฝืนร่างกาย ในการฝึกท่าโยคะต่างๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการฝึกที่ผิดวิธี โดยเฉพาะการใช้งานกระดูกสันหลัง และข้อต่อหนักเกินไป จนนำไปสู่ปัญหาเรื้อรังที่บริเวณสะโพก เข่า และหลัง จึงส่งผลให้มีโรคต่างๆ แทรกซ้อนเข้ามาได้จึงไม่ควรฝืนร่างกายมากเกินไป

สรุป ฝึกโยคะ ควรระวังอะไรบ้าง การออกกำลังกาย

สรุป ฝึกโยคะ ควรระวังอะไรบ้าง ควรระวังในเรื่องของปัญหาด้านสุขภาพ และโรคประจำตัวที่ต้องระวัง รวมไปถึงพฤติกรรมระหว่างการฝึกอย่างเช่น การกลั้นหายใจขณะออกกำลัง และการฝืนร่างกายมากไปเมื่อมีอาการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ

เจ็บกล้ามเนื้อ หลังฝึกโยคะ เป็นเรื่องปกติไหม?

หากมีการเจ็บ กล้ามเนื้อหลังฝึกโยคะ จะถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากปวดต่อเนื่องเกิน 48-72 ชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้ออักเสบ จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากโยคะมากถึง 20.9% จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อมีอาการบาดเจ็บ 2-3 วันควรติดต่อแพทย์ทันที

ผู้ที่มีโรคประจำตัว สามารถฝึกโยคะ ได้จริงไหม?

โดยสำหรับ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีความดันสูง หรือโรคกระดูกควรแจ้งผู้ฝึกสอนก่อนเสมอ งานวิจัยยืนยันว่าโยคะช่วยผู้ป่วยพาร์กินสัน และไมเกรนได้จริง แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการทรงตัว และควรได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง