ควรแบ่งเงิน ดูแลตัวเอง เท่าไหร่ เพื่อพัฒนาสู่การลงทุนในอนาคต

ควรแบ่งเงิน ดูแลตัวเอง เท่าไหร่

ควรแบ่งเงิน ดูแลตัวเอง เท่าไหร่ เพื่อพัฒนาสู่การลงทุนในอนาคต คำตอบคือ เลือกการใช้กฎ 50-30-20 เป็นกฎการบริหาร ที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับมือใหม่ ที่ต้องการดูแลตัวเอง และสร้างวินัยที่ดี เพื่อต่อยอดไปสู่ การลงทุนในอนาคต ที่จะเกิดขึ้น

  • ความหมายของเงินดูแลตัวเองและจุดต่างจากค่าใช้จ่าย
  • ความเสี่ยงและเคล็ดลับการแบ่งเงินเพื่อการดูแลตัวเอง
  • การแบ่งเงินของแต่ละวัยและส่วนที่สำคัญที่สุดในการดูแลตัวเอง

เงินสำหรับ การดูแลตัวเอง คืออะไร?

เงินดูแลตัวเอง คือเงินส่วนที่ใช้ สำหรับการพัฒนาตัวเอง ทั้งเรื่องสุขภาพ และการพัฒนาต่อยอด องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิต นอกจากนี้ เงินดูแลตัวเอง ยังหมายถึงเงินที่ใช้ไปกับ กิจกรรมที่ช่วย คลายความเครียด และลดปัญหา ด้านสุขภาพจิตด้วย ซึ่งเงินส่วนนี้ จะถูกแยกออก จากเงินรายจ่าย

สำหรับการใช้ชีวิต ประจำวัน เพราะเงินส่วนนี้ ไม่ได้ถูกมอง ว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่ถือเป็นการลงทุน อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้จะถูกเรียกว่า “ลงทุนในตัวเอง” เป็นการพัฒนา ศักยภาพในตัวบุคคล ทั้งเรื่องทักษะ และการใช้ชีวิต เป็นสิ่งตั้งต้น ของการเป็นนักลงทุนที่ดีได้

เงินดูแลตัวเอง ถือเป็นรายจ่าย หรือการลงทุน?

เงินที่ใช้ไปกับ การดูแลตัวเอง ถือเป็นเงินเพื่อการลงทุน เพราะสิ่งนี้มีความสำคัญ และยังสร้างประโยชน์ ในระยะยาวได้ นอกจากนี้การดูแลตัวเอง ยังถือเป็นขั้นตอนพื้นฐาน ของการมีชีวิตที่ดีด้วย สำหรับประโยชน์ ของการดูแลตัวเอง คือการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงาน (21 มีนาคม 2024) [1]

อีกทั้งยังช่วยลด ปัญหาเรื่อง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ในอนาคตได้ด้วย เพราะอัตราค่ารักษาโรค ในตอนนี้นั้น มีมูลค่าสูงมาก เช่น โรคมะเร็ง มีค่าใช้จ่ายรวมๆ 100,000-1,000,000 บาท (14 มิถุนายน 2025) [2] ถือเป็นรายจ่าย ที่มีมูลค่าสูงมาก เมื่อเทียบกับ อัตราค่าครองชีพ ของคนวัยทำงาน ในยุคปัจจุบัน

ในมุมมองอุตสาหกรรม ทั่วโลกตอนนี้ นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจ เรื่องของการดูแลสุขภาพ จึงทำให้อุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ มีมูลค่าที่สูงขึ้น โดยที่ในปี 2026 มีมูลค่ารวม 1,077.8 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการเติบโตเฉลี่ย 9.1% ต่อปี และยังคงเติบโต อย่างต่อเนื่อง เพราะมีการเข้าร่วม ของนวัตกรรมใหม่ๆ

จ่ายเงินดูแลตัวเองผิดจุด สิ่งนี้เป็นความเสี่ยงหรือไม่?

สิ่งนี้เป็นความเสี่ยง ที่มีโอกาสเกิดผลกระทบ ทั้งเรื่องการเงิน และเรื่องของสุขภาพ เพราะการดูแลสุขภาพ แบบผิดจุดประสงค์ สิ่งนี้ไม่ได้ ก่อให้เกิดประโยชน์ และอาจทำให้ สุขภาพโดยรวม ได้รับผลกระทบ จากการฝืนปฏิบัติ ซึ่งผลกระทบหลักๆ ที่จะเกิดขึ้น มีดังนี้

  • ด้านการเงิน: อาจสูญเสียเงินทุน และเงินสำรอง สำหรับการรักษา สุขภาพที่ได้รับผลกระทบ จากการดูแลผิดจุด ที่ก่อให้เกิดโรค หรืออาการบาดเจ็บตามมาได้ สิ่งนี้เป็นผลเสีย แบบเรื้อรังได้ และยังทำให้เกิด การขาดสภาพคล่องได้ ซึ่งผลที่ร้ายแรงที่สุด คือการเป็นหนี้ ที่ไม่จำเป็น
  • ด้านสุขภาพ: อาจจะทำให้ร่างกาย เกิดอาการบาดเจ็บ หรือได้รับผลกระทบ ในส่วนอื่นๆ ของระบบภายในร่างกายได้ ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุ ของการพิการ หรือเสียชีวิตได้ เช่น การกินยาลดน้ำหนัก อาจทำให้ไตวายเฉียบพลัน หรือมีอาการ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้

ทริคการแบ่งเงิน สำหรับการดูแลตัวเอง

ควรแบ่งเงิน ดูแลตัวเอง เท่าไหร่

กฎการแบ่งเงิน 50-30-20 เป็นกฎขั้นพื้นฐาน ที่จะช่วยให้ การบริหารงบประมาณ ในชีวิตประจำวัน มีโอกาสประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเป็น เรื่องที่น่ายินดี หากกฎการแบ่งเงินนี้ จะช่วยยกระดับ คุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาส ในการลงทุนได้ โดยมีลักษณะการใช้งาน ดังนี้

  • แบ่ง 50%: ในส่วนนี้ จะเป็นรายจ่ายจำเป็น ที่ไม่เกี่ยวกับ รายได้ฟุ่มเฟือย เป็นรายจ่ายที่ต้องจ่าย เช่น ค่าบ้าน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอาหาร และค่าประกันต่างๆ เป็นเงินส่วนที่เป็น ค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน ในแต่ละเดือน
  • แบ่ง 30%: ส่วนนี้จะเป็น กองเงินสำหรับ การดูแลตัวเอง หรือการซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้าใหม่ การเข้าร้านเสริมสวย และการลงทุนในทักษะใหม่ๆ เป็นกองเงินที่สามารถ ต่อยอดทักษะ และลดความเครียดได้
  • แบ่ง 20%: เงินส่วนนี้สำคัญ เพราะเป็นเงินสำหรับ การใช้จ่ายหนี้สิน และการเก็บออม สำหรับการเก็บออม เงินให้ส่วนนี้ เหมาะกับฝากบัญชีฝากประจำ เพื่อเป็นกองทุนฉุกเฉิน ที่จะใช้ในยามจำเป็น

ที่มา: What is the 50/30/20 budget? (1 เมษายน 2025) [3]

แต่ละช่วงอายุ แบ่งเงินดูแลตัวเอง ต่างกันยังไง?

ต่างกันที่จุดประสงค์ ของการลงทุน เพื่อการดูแลตัวเอง ในแต่ละช่วงวัย จะมีประสบการณ์ การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน และยังมีลักษณะเด่น ที่แตกต่างกันด้วย สำหรับการดูแลตัวเอง ที่แนะนำนั้น จะเป็นเรื่องของ การลงทุนเพื่ออนาคต และการวางแผนงบประมาณ โดยมีคำแนะนำดังนี้

  • Baby Boomer: บุคคลที่เกิดระหว่างปี 1946–1964 เป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบ การทำงานหนัก เพราะผ่านวิกฤตต่างๆ มาแล้วมากมาย สำหรับเงินดูแลตัวเอง ควรเลือกการลงทุน ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก
  • Gen X: บุคคลที่เกิดช่วงปี 1965 – 1980 เป็นกลุ่มคน ที่อยู่ในช่วงสร้างตัว มีความเป็นผู้นำสูง ควรเน้นการแบ่งเงินออม 50-70% เงินเหล่านี้ จะถูกเก็บเป็นเงิน เพื่อรอการเกษียณได้ และมีความปลอดภัยสูง
  • Gen Y: บุคคลที่เกิดในปี 1980-1997 กลุ่มคนเหล่านี้ เน้นการใช้ชีวิตเป็นหลัก และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ควรมีการแบ่งเงิน 70-80% เพื่อการลงทุน และแบ่ง 20% เพื่อการเก็บออม สำหรับกรณีฉุกเฉิน
  • Gen Z: บุคคลที่เกิดช่วงปี 1997 เป็นต้นไป เป็นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ที่โตมากับเทคโนโลยี สำหรับการดูแลตัวเอง ในช่วงอายุนี้ ควรเน้นการศึกษา เรื่องการวางแผนการเงิน และการลงทุนเป็นหลัก

ที่มา: เคล็ดลับการออมเงินในแต่ละเจนเนอเรชั่น (6 พฤษภาคม 2020) [4]

ลงทุนดูแลตัวเองส่วนไหน สำคัญมากที่สุด?

ลงทุนด้านสุขภาพ สำคัญมากที่สุด เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐาน ที่สามารถต่อยอด ไปสู่ความสำเร็จ ในด้านต่างๆ ได้ หากมีสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจที่ดี ประสิทธิภาพ ด้านการทำงาน จะยิ่งมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดปัญหา เรื่องการเงินในอนาคตได้ด้วย อ่านต่อ supalai

ข้อสรุป ควรแบ่งเงิน ดูแลตัวเอง เท่าไหร่

ภาพรวม ควรแบ่งเงินดูแลตัวเอง เท่าไหร่ คำตอบคือ แบ่ง 30% ของรายรับทั้งหมด เพื่อการดูแลตัวเอง เงินในส่วนนี้ จะไม่ถูกนับเป็นรายจ่าย แต่จะถูกเรียกเป็น เงินดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องการซื้อของ ที่อยากได้มานาน หรือแม้แต่การซื้อคอร์สเรียน เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ ก็จะอยู่ในเงินส่วนนี้ทั้งหมด

มีงบไม่เกิน 1,000 พอสำหรับการดูแลตัวเองหรือไม่?

คำตอบคือ เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การซื้อของที่อยากได้ สิ่งนี้ช่วยเพิ่ม แรงจูงใจในการทำงาน และยังช่วยลดความเครียดได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะใช้เป็น เงินสำหรับการดูแลตัวเอง ในเรื่องการซื้อ วิตามินต่างๆ ที่ช่วยบำรุงร่างกาย หรือการซื้อสกินแคร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ

ดูแลตัวเองดี การลงทุนจะดีได้ยังไง?

คำตอบคือ การลงทุน จะมีประสิทธิภาพ เรื่องการทำกำไร ที่มั่นคงขึ้น เพราะการดูแลตัวเอง เป็นการเสริมสร้างวินัย และยังเป็นการเพิ่ม ศักยภาพส่วนบุคคลได้ ทั้งการตัดสินใจ และความพร้อม ในการศึกษา การลงทุนใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมี เรื่องของความมั่นใจ และการเอาชนะอารมณ์ด้วย

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง