
Michael Burry แปลกยังไง สำหรับการลงทุน
- MY Kismet
- 114 views

Michael Burry แปลกยังไง สำหรับการลงทุน คำตอบคือ โดดเด่นในการพยากรณ์ และยังมีความอดทนสูง นอกจากนี้ แนวทางการลงทุน ยังถือได้ว่ามีเอกลักษณ์ แตกต่างจากนักลงทุน แบบทั่วไป เพราะเน้นการลงทุน แบบสวนกระแสในทางกลับ และไม่เชื่อข้อมูล ที่ไม่ได้ตรวจสอบแบบเด็ดขาด
ไมเคิล เบอร์รี่ เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 1971 เป็นบุคคลชาวอเมริกัน และมีฐานะเป็นผู้จัดการ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ โดยกองทุนของไมเคิล มีชื่อว่า “Scion Capital” ที่ปิดตัวลงเมื่อปี 2025 ชีวิตส่วนตัว ไมเคิลเกิดที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ไมเคิลเป็นผู้พิการ ทางสายตามาตั้งแต่อายุ 2 ขวบ
โดยสาเหตุที่ทำให้ ไมเคิลต้องเสียดวงตา คือมะเร็งจอประสาทตา สิ่งนี้ทำให้ช่วงชีวิตวัยเด็ก ไมเคิลต้องใส่ตาเทียม สำหรับการศึกษา ไมเคิลจบปริญญาตรี สาขาแพทยศาสตร์ เมื่อปี 1997 หลังจากเรียนจบ ไมเคิลทำงานด้านการแพทย์ โดยช่วงเวลาว่าง จะเน้นการศึกษา เรื่องการลงทุน และทำการลงทุนด้วยตัวเอง
ไม่นานหลังจากนั้น ไมเคิลได้ออกจากการเป็นแพทย์ และได้ไปจัดตั้งกองทุน เป็นของตัวเอง โดยที่วิธีการลงทุน ไมเคิลเลือกการลงทุน แบบเน้นคุณค่า ตามแบบฉบับของ เบนจามิน เกรแฮม ซึ่งนอกจากการลงทุนแล้ว ไมเคิลยังได้ถ่ายทอด แนวคิดการลงทุนของเขา ลงบนกระดานสนทนาเมื่อปี 1996 อีกด้วย
ที่มา: MichaelBurry (14 เมษายน 2026) [1]
ไมเคิลเน้นการลงทุน แบบเห็นคุณค่า โดยวิธีของเขา จะลึกซึ้งลงไปมากกว่านั้น ไมเคิลชอบเข้าซื้อหุ้น ที่มีราคาต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริงเป็นอย่างมาก และไมเคิลนั้น จะเลือกอ่านรายละเอียด ข้อมูล และสถิติต่างๆ ก่อนการตัดสินใจเสมอ นอกจากนี้ไมเคิล ยังชอบลงทุนแบบสวนกระแส และไม่เชื่อคำพูดของคนอื่นเลย
สไตล์การลงทุน ที่ทำให้ไมเคิลแตกต่าง คือการเผื่อระยะปลอดภัย ให้กับการลงทุน โดยที่ไมเคิล มักจะเลือกลงทุน ในหุ้นที่มีต่ำกว่าการประเมิน อย่างน้อย 30-40% สิ่งนี้เป็นการเผื่อ ความปลอดภัยขั้นต้นไว้ และสไตล์การลงทุนนี้ กลับถูกมองว่าแปลก และแตกต่างจากการลงทุนทั่วไป
รายการพอร์ตทั้งหมด ที่น่าสนใจของไมเคิล ในช่วงไตรมาส 4 ประจำปี 2024
ที่มา: MichaelBurry Portfolio (27 มกราคม 2025) [2]

สิ่งที่ทำให้ไมเคิลแปลก คือวิธีคิดที่แตกต่าง และการมีมุมมองที่แปลกใหม่ ในช่วงปี 2005 วอลล์สตรีทในขณะนั้น อยู่ในช่วงขาขึ้น ของราคาบ้าน แต่ไมเคิลกลับเครียด และมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ ต้องมีจุดผิดพลาด และต้องมีจุดที่จะทำให้ ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นได้ และก็เป็นเช่นนั้น
ไมเคิลในฐานะ ผู้จัดการกองทุนขนาดเล็ก กลับพากองทุน รอดพ้นวิกฤตในครั้งนั้นได้ การมีมุมมองสวนกระแส บวกกับการลงทุน แบบเห็นคุณค่าลึกซึ้ง ทำให้เขาดูแปลก เพราะการลงทุนประเภทนี้ ต้องมีการศึกษา เนื้อหาของข้อมูล อย่างลึกซึ้งอยู่เสมอ และไมเคิลเป็นเช่นนั้น เขาศึกษาข้อมูล ผ่านเอกสารเป็นส่วนใหญ่
เน้นการศึกษา แบบการหาข้อมูล ที่มีข้อเท็จจริง และเลือกการลงทุน ที่มีราคาขายต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริงเป็นอย่างมาก โดยไม่ไล่ล่า IPO แต่เลือกใช้ความอดทน ในการทำกำไร สิ่งนี้เป็นเอกลักษณ์ และทำให้เขานั้นแตกต่าง ซึ่งเป็นการแตกต่าง ในทางที่ดีด้วยซ้ำ
ที่มา: MichaelBurry (2026) [3]
ความมั่นใจของไมเคิล ถือเป็นอาวุธเด็ด ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด เพียงเล็กน้อย มันจะทำให้พอร์ตทั้งหมดของเขา ต้องล้มละลาย แต่หลายคนกลับเชื่อ ในความมั่นใจของเขาเพราะ
1. มีข้อมูลยืนยัน ที่แน่นหนา และเป็นข้อเท็จจริง ที่สามารถตรวจสอบได้ โดยไมเคิลนั้น มีเอกลักษณ์คือการ ศึกษาข้อมูล ทั้งเรื่องแนวโน้ม และการวิเคราะห์โอกาส จึงเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้
2. ไมเคิลรับความเสี่ยง ส่วนใหญ่ไวเอง โดยส่วนมากแล้ว ความเชื่อใจของเขา เขามักจะใช้เงินลงทุน ของตัวเอง เป็นตัวเดิมพัน สิ่งนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือ ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก
3. บทพิสูจน์สำคัญ ไมเคิลคือผู้ที่ พากองทุนของเขา รอดพ้นวิกฤตการเงิน ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 สิ่งนี้เป็นหลักฐานชั้นดี ว่าไมเคิลนั้น มีเซนต์การพยากรณ์ ที่แม่นยำมากแค่ไหน
1. ต้องเป็นบริษัทขนาดเล็ก ที่มีโครงสร้างดี และต้องมีสภาพคล่องต่ำ สิ่งนี้ง่ายต่อการบริการ และการจัดการ อีกทั้งยังมีโอกาส ฟื้นฟูในระยะยาวได้
2. ทุกๆ การลงทุน ต้องมีการเผื่อ การป้องกันความเสี่ยง ในช่วงตลาดขาลง หรือการเผื่อการขาดทุน อย่างน้อย 30-40% ต่อการลงทุน 1 ครั้ง
3. การลงทุนของไมเคิลนั้น ต้องมีพารามิเตอร์ ที่ไม่จำกัดปริมาณ และยังสามารถปรับเปลี่ยน ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
หากสนใจอ่านทั้งหมดนี้คลิกอ่านได้ที่ macro-ops
ภาพรวม MichaelBurry แปลกยังไง คำตอบคือ กลยุทธ์และสไตล์การลงทุน ที่แตกต่างจาก นักลงทุนทั่วไป โดยอิงการลงทุน แบบเห็นคุณค่าเป็นหลัก และเพิ่มความลึกซึ้ง เรื่องการวิเคราะห์ และการหาข้อมูล การกระทำนี้เอง ที่ทำให้ไมเคิลแตกต่าง จากนักลงทุนคนอื่น รวมไปถึงการมี ความมั่นใจที่สูงมากด้วย
คำตอบคือ ไมเคิลมองส่วนตลาด นั้นเป็นเรื่องจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือวิกฤตทางการเงิน เมื่อช่วงปี 2008 เป็นช่วงที่หลายคน คิดว่าเป็นช่วงขาขึ้น และเป็นช่วงโกยกำไร แต่ไมเคิลกลับเลือก ที่จะมองหาจุดผิดพลาด และประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ซึ่งการกระทำนี้ ถูกมองว่าแปลกมากในช่วงนั้น
คำตอบคือ ไม่ถูกทั้งหมด การลงทุนของไมเคิล มีประสิทธิภาพสูงมาก ทั้งเรื่องข้อมูล และงานวิจัย แต่สิ่งที่ทำให้ การลงทุนของไมเคิล ไม่ถูกทั้งหมดนั้น คือการพลาดโอกาส การทำกำไร ในกลุ่มบริษัทที่กำลังเติบโต เพราะไมเคิลเลือกที่จะลงทุน ในบริษัทขนาดเล็กเท่านั้น และเลือกใช้ระยะเวลา เป็นสิ่งทำกำไร

