
วิเคราะห์ AI Infrastructure ธีมนี้มีโอกาสโตหรือไม่
- MY Kismet
- 91 views

AI Infrastructure ธีมนี้มีโอกาสโตหรือไม่ ขอตอบเลยว่ามีโอกาสโตแบบต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ AI กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของโลก ทำให้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล กระจายตัวเข้าสู่ชิปประมวล และโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้นด้วย
เพราะตอนนี้กระแส AI กำลังเปลี่ยนบทบาทใหม่ จากเดิมที่อยู่แค่ระดับซอฟต์แวร์ กำลังเปลี่ยนเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจหลัก ข้อมูลจาก fortune ระบุว่า “โครงสร้างพื้นฐาน AI มีมูลค่าตลาด 75.40 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 497.98 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเข้าสู่ปี 2034” (2026-09-07) [1]
เพราะหน่วยความจำเป็นคอขวดสำคัญ ของการประมวลผลชิปทั้งหมด โดยเฉพาะ HBM หรือหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ เพราะชิปประมวลผลตัวนี้ สามารถส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลเข้าสู่ GPU ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งต่างจากรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก
สำคัญขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะภายใน AI Cluster ต้องนำ GPU นับแสนตัวมาเรียงต่อกันให้กลายเป็น Supercomputer ซึ่งระบบเชื่อมต่อจะเป็นตัวตัดสินประสิทธิภาพการทำงานทั้งหมด หากระบบทำงานได้ล่าช้า คุณภาพของการส่งข้อมูลจะตกลงในทันที
โครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเปลี่ยนจากการขายชิปเดี่ยว ให้เข้าสู่การขายแบบระดับชั้นกลาง จากเดิมที่การซื้อขายจะเป็นการขายแบบแยกชิ้น ต่อไปจะเป็นการขายแบบครบชุดที่รวมทั้ง GPU, CPU, หน่วยความจำ, สายเชื่อมต่อ และระบบระบายความร้อนมาเป็นตู้แร็คเดียว
เพราะพลังงานเป็นตัวจำกัดขีดความสามารถในการผลิต ตอนนี้ Data Center สำหรับ AI ใช้พลังงานมากกว่าเดิมหลายเท่า การเลือกพื้นที่สร้างศูนย์กลางการผลิต ไม่ได้มองแค่เรื่องพื้นที่อีกต่อไป แต่ตอนนี้ปริมาณพลังงานก็กลายเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งแล้ว
เปิดโอกาสให้ธุรกิจระบายความร้อนด้วยของเหลว เพราะการกระจายความร้อนของชิป AI ปล่อยความร้อนออกมาสูงเกินกว่าที่พัดลม หรือระบบธรรมดาจะรับมือไหว ธุรกิจที่กล่าวถึงจึงเป็นทางเลือกใหม่ ที่มีโอกาสเข้ามาทดแทนในอนาคต
Optical Networking ช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้ ทั้งเรื่องความเร็ว และการปล่อยความร้อนระหว่างการนำส่งข้อมูล ทำให้ธุรกิจนี้มีโอกาสทำกำไรสูงในอนาคต ข้อมูลจาก thebusiness ระบุว่า “ตลาดเครือข่ายใยแก้วนำแสง อาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 26.57 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเข้าสู่ปี 2030” (2026-09-19) [2]
เกี่ยวข้องกับการสร้างหุ่นยนต์ในส่วนของ Physical AI เพราะก่อนที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือรถยนต์ไร้คนขับจะเคลื่อนไหวได้ จำเป็นต้องมีระบบ Simulation Infrastructure ในการฝึกฝนระบบประสาทก่อน ซึ่งระบบตัวนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่นกัน
ใช้เวลาทำกำไรอยู่พอสมควร ซึ่งรูปแบบการทำกำไรอยู่ที่การเลือกลงทุนด้วย หากเป็นการลงทุนในกลุ่มฮาร์ดแวร์หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ ก็จะใช้เวลาทำกำไรสั้นลง แต่ถ้าเป็นการลงทุนในด้านพลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานหลัก ก็จะใช้เวลานานขึ้นในการทำกำไร
มีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้บริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI Infrastructure โตได้ไม่เท่ากัน มีทั้งเรื่องตำแหน่งในซัพพลายเชน, ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต และเรื่องการขออนุญาตก่อสร้าง ทั้งหมดนี้เป็นข้อจำกัดที่อาจทำให้การทำกำไรของบริษัทโตไม่เท่ากันได้

AI Infrastructure ธีมนี้มีโอกาสโตอยู่หรือไม่ คำตอบคือ ยังมีโอกาสโตอยู่ เพราะตอนนี้ AI กำลังเข้าสู่การเป็นโครงสร้างหลักเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย

