AI ฉลาดกว่าคน โลกจะเปลี่ยนหรือไม่ มุมที่ใครหลายคนสงสัย

AI ฉลาดกว่าคน โลกจะเปลี่ยนหรือไม่

AI ฉลาดกว่าคน โลกจะเปลี่ยนหรือไม่ มุมที่ใครหลายคนสงสัย บอกได้เลยว่า เปลี่ยนไปแน่นอน ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต วิธีคิดของผู้คน รวมไปถึงตำแหน่งงานต่างๆ ก็จะมีการเปลี่ยนไปด้วย เพราะเทคโนโลยีในอนาคต มีความล้ำหน้าไปมาก เมื่อเทียบกับ วิถีชีวิตของคนปกติ

  • การก้าวข้ามการเป็นมนุษย์และระดับการพัฒนา
  • สัญญาณเตือนจากนักพัฒนาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
  • ข้อกังวลเรื่องการทำงานและทักษะที่ต้องมีในอนาคต

ถ้าสมองกล ก้าวข้ามการเป็นมนุษย์ โลกจะเป็นยังไง?

ถ้าสมองกล เริ่มก้าวข้ามมนุษย์แล้ว ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงโลก จะยิ่งเพิ่มขึ้น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งเรื่องการตั้งถิ่นฐานใหม่ การพัฒนาตัวยา หรือแม้กระทั่ง การกระทำเหนือมนุษย์ ที่เป็นการถ่ายโอน จิตสำนึกจากคนสู่เครื่องจักร (24 พฤษภาคม 2024) [1]

ถ้ามองในตอนนี้ ปัญญาประดิษฐ์ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานโดยรวมได้แล้ว ขณะเดียวกัน ยังลดความผิดพลาด และมีความแม่นยำที่สูงด้วย นอกจากนี้ระบบอัจฉริยะ ยังสามารถจัดการข้อมูล ปริมาณมหาศาลได้ ในชั่วพริบตา ทั้งหมดนี้เป็นแค่ จุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น และในอนาคตอาจเป็นปัญหา

โดยที่ตอนนี้ แวดวงการลงทุน มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยให้การลงทุน กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก มีทั้งแอปช่วยวิเคราะห์ จัดการแผนการลงทุน และยังมีการจัดการพอร์ต สิ่งนี้ทำให้ นักลงทุนรุ่นใหม่ ขาดความเอาใจใส่ และขาดองค์ความรู้พื้นฐาน ในการลงทุนไปแล้วด้วย

 AI ในตอนนี้ ล้ำหน้าสมองคน ไปมากแค่ไหนแล้ว?

AI ในตอนนี้ ทำงานได้ดีกว่าคนไปมากๆ โดยเฉพาะการทำงานเฉพาะด้าน ปัญญาประดิษฐ์ประเภทนี้ ถูกเรียกว่าเป็น “AI แบบอ่อน” ที่ทำงานด้านใดด้านหนึ่ง ได้ดีกว่าการทำงานของมนุษย์ และยังมีปัญญาประดิษฐ์ แบบทั่วไปอีก ที่โดดเด่นเรื่องของสติปัญญา และการตอบสนองเป็นหลัก (2024) [2]

ถ้าจะมองย้อนกลับไป เรื่องของการล้ำหน้า สมองของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์ ในช่วงปี 1997 ก็สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แล้ว แต่เป็นการล้ำหน้า ในเรื่องการคำนวณ และการวางกลยุทธ์ ต่อมาเมื่อปี 2016 โปรแกรม AlphaGo ก็สามารถเอาชนะ การแข่งขันเกมกระดานโกะได้อีก

ซึ่งการแข่งขันนี้ แสดงให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ สามารถล้ำหน้าสมองคน ในเรื่องสัญชาตญาณได้แล้ว และสุดท้ายล่าสุดในปี 2022-2026 การมาถึงของ AI แบบเต็มรูปแบบที่มีทั้ง ChatGPT ,Gemini และอื่นๆ อีกมากมาย เครื่องมือเหล่านี้ ยิ่งตอกย้ำการพัฒนา ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ในตอนนี้แล้ว

กลุ่มไอทีตัวพ่อ เริ่มส่งสัญญาณเตือน อะไรมาบ้างแล้ว?

ทั่วโลกตอนนี้ เหล่านักพัฒนา AI ระดับแถวหน้าของโลก เริ่มมีการออกมา ส่งสัญญาณเตือน 3 เรื่องหลักๆ เกี่ยวกับความอันตราย ของระบบ AI ในอนาคต ซึ่งมีหัวข้อหลัก ดังนี้

1. ภัยคุกคาม: AI รุ่นใหม่สามารถ ค้นหาช่องโหว่ ได้รวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างล่าสุด CrewAI พบช่องโหว่ขนาดใหญ่ จากการทดสอบระบบ sandbox เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ทีมวิจัยกำลังจับตาดูอยู่
2. การควบคุมที่ยากขึ้น: AI ในช่วงเวลานี้ เริ่มมีการเรียนรู้ ที่จะเอาตัวรอด โดยการปิดบังตัวตน อีกทั้งยังสามารถ เขียนโค้ดเพื่อหลบหนี จากสถานการณ์ที่เสี่ยงได้แล้ว ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ผู้พัฒนาหลายฝ่าย ต่างยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และยอมรับว่านี่อาจเป็น หายนะได้ในอนาคต
3. ความเสี่ยงด้านข้อมูล: แอปพลิเคชันต่างๆ ที่มีการกรอกข้อมูลส่วนตัว ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป จากผู้ไม่หวังดี ใช้ระบบ AI ในการดึงข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้ประโยชน์แบบผิดๆ ถ้าดูจากภาพรวม สิ่งนี้เป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ถ้าความฉลาดเกินขีดจำกัด จะมีผลกระทบอะไรบ้าง?

AI ฉลาดกว่าคน โลกจะเปลี่ยนหรือไม่

ผลกระทบรวมๆ จะตกไปอยู่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต เรื่องแรกจะเป็นเรื่องของ การทำกิจกรรมที่ลดลง เพราะเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับสื่อและสิ่งบันเทิง จะยิ่งพัฒนาเพิ่มขึ้น สุดท้ายผู้คนจะใช้ชีวิต นอกบ้านน้อยลง และนั่นจะกลายเป็นปัญหา

ในส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของสุขภาพจิต การใช้เทคโนโลยีแบบต่อเนื่อง ส่งผลกระทบแน่ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งผลกระทบเริ่มแรก อาจเกิดขึ้นที่ร่างกาย ทั้งปวดข้อมือ ปวดตา เมื่อยล้า นอนไม่หลับ และผลสุดท้าย ปัญหาหนักสุด ที่จะได้รับคือ ปัญหาสุขภาพจิต ที่จะตามมาในภายหลัง

ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของ การปลีกตัวออกจากสังคม พบได้เยอะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะการสื่อสาร และการเติบโตของสื่อ ทำให้เด็กวัยรุ่น เริ่มที่จะสร้างระบบนิเวศใหม่ บนพื้นที่สื่อมากขึ้น ส่งผลกระทบให้ การใช้ชีวิตบนโลกความเป็นจริง เริ่มไม่เป็นไปตามที่มันควรจะเป็น

ที่มา: Technology (30 ธันวาคม 2020) [3]

หากหุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้ เก้าอี้งานจะมั่นคงอยู่ไหม?

ถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้ มีแนวโน้มที่โอกาสในการทำงาน จะไม่มั่นคง โดยเฉพาะงานในสายการผลิต งานธุรการ และงานที่เกี่ยวกับ ตัวเลขทั้งหมด นอกจากนี้งานบริการ ในบางสาขา ก็มีโอกาสถูกทดแทน ด้วยระบบอัตโนมัติ จากการสำรวจ เมื่อช่วงปี 2018 “อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์” มีการรายงานว่า

งานการผลิตทั่วโลก ที่มีตำแหน่งงานอยู่ถึง 20 ล้านตำแหน่ง มีโอกาสสูงที่จะ โดนหุ่นยนต์แย่งงาน และอาจเกิดขึ้นจริงเมื่อเข้าสู่ปี 2030 โดยที่ตอนนี้ทั่วโลกในปี 2026 ปริมาณการว่างงาน ยังถือได้ว่าทรงตัวอยู่ที่ 4.9% ของประชากรทั้งหมด แต่อาจมีการเปลี่ยนไป เมื่อโลกเข้าสู่ รูปแบบใหม่แบบเต็มตัว

ทักษะที่มนุษย์ จำเป็นต้องมี ในโลกอนาคตที่เป็นเทคโนโลยี

  • ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี: เมื่อเข้าสู่ปี 2030 องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีทั้งหมด จะถูกพิจารณารวมกับ คุณสมบัติอื่นๆ ในการจ้างงาน เพราะเทคโนโลยี จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น
  • ความฉลาดทางอารมณ์: เป็นสิ่งหนึ่งที่จะโดดเด่นขึ้น เมื่อเข้าสู่โลกอนาคต ทั้งเรื่องการสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ และการตระหนักรู้ในตัวเอง สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็น หน้าที่ที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์
  • ความยืดหยุ่นในการทำงาน: เป็นสิ่งที่จะทำให้ การทำงานมั่นคงขึ้น เพราะการพัฒนาเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง การปรับตัวไว และการเปิดรับทักษะใหม่ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง
  • มีความเป็นผู้นำ: ภาวะผู้นำ และการมีอิทธิพลทางสังคม จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 22% ความสามารถเหล่านี้ ถือเป็นความสามารถพิเศษ ที่ช่วยให้ทีม ทำงานได้ง่ายขึ้น

หน้าสรุป AI ฉลาดกว่าคน โลกจะเปลี่ยนหรือไม่

ภาพรวม AI ฉลาดกว่าคนโลกจะเปลี่ยนหรือไม่ ตอบได้ว่า เปลี่ยนไปแน่นอน มีทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ไม่ดี สิ่งที่ดีคือ บริษัทและผู้ประกอบการ จะมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องที่แย่คือ กลุ่มคนชนชั้นแรงงาน มีโอกาสตกเก้าอี้สูง ถ้าไม่มีการปรับตัว

เราควรกลัว AI หรือไม่ในอนาคต?

คำตอบคือ ไม่ควรกลัว แต่ควรปรับตัวมากกว่า การปรับตัวนี้ เป็นการเพิ่มทักษะไปในตัว และยังทำให้เราอยู่รอดได้ ในโลกอนาคตข้างหน้า ที่มีแต่เทคโนโลยี ถ้าปรับตัวได้ดี ผลที่ตามมาคือโอกาสในการทำงาน ก็จะยิ่งสูงขึ้นด้วย และมีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก

ต้องเริ่มปรับตัวยังไง เพื่อรักษางานที่ทำอยู่?

คำตอบคือ ปรับเรื่องความยืดหยุ่นก่อน เป็นเรื่องที่สำคัญสุด ต้องพร้อมสำหรับความรู้ใหม่ๆ และต้องพร้อมสำหรับ การเรียนรู้ที่ยากขึ้น เพราะในอนาคต การทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลง ไวกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งนี้เป็นหลักประกัน การทำงานได้อย่างแน่นอน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง