
เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม อธิบายครบจบในที่เดียว
- Wynn
- 97 views

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม คำตอบคือ “จริง” แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเอลนีโญเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ช่วยเร่งให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นชั่วคราว ขณะที่ต้นเหตุหลักของภาวะโลกร้อนในระยะยาว ยังคงมาจากการสะสมก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมของมนุษย์
ดังนั้น เมื่อโลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว ต้องมาเจอกับเอลนีโญที่รุนแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงมักถูกจับตามองเป็นพิเศษ และกลายเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่าทั้ง 2 สิ่งนี้เกี่ยวข้องกันมากแค่ไหน
คำตอบสั้นๆ คือ จริง แต่ไม่ทั้งหมด นอกจากการทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นชั่วคราวแล้ว เอลนีโญยังส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศในหลายภูมิภาค ทั้งการเกิดภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังติดตามเกี่ยวกับ ผลกระทบจาก เอล นีโญ 2026 อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากอาจกระทบทั้งทรัพยากรน้ำ การเกษตร และระบบนิเวศในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เอลนีโญ ไม่ใช่ต้นเหตุของภาวะโลกร้อนในระยะยาว เพราะปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นรอบๆ มานานหลายพันปี ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมากเสียอีก
โดยปกติมหาสมุทรทำหน้าที่เหมือนคลังเก็บความร้อนขนาดใหญ่ของโลก แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ น้ำทะเลบริเวณตอนกลาง และตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกจะอุ่นขึ้นผิดปกติ ความร้อนที่สะสมอยู่ในน้ำทะเลส่วนหนึ่งจะถูกปลดปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศมากกว่าปกติ ส่งผลให้ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นตามไปด้วย
ล่าสุดนักอุตุนิยมวิทยาตรวจพบสัญญาณเริ่มต้นสำคัญจากลมกระโชกแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นกลไกผลักดันความร้อนจำนวนมากขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หลายสำนักประเมินว่าหากเอลนีโญพัฒนาเป็นระดับรุนแรง อาจมีส่วนทำให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก โดยเกิดร่วมกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์เป็นผู้ก่อขึ้น (11 กุมภาพันธ์ 2026) [1]
นักวิทยาศาสตร์พบว่า หลายครั้งที่สถิติอุณหภูมิโลกถูกทำลาย มักเกิดในช่วงที่เอลนีโญกำลังพัฒนา หรือหลังจากเอลนีโญถึงจุดสูงสุดไม่นาน เนื่องจากระบบภูมิอากาศของโลกต้องใช้เวลาส่งผ่านความร้อน จากมหาสมุทรไปสู่ชั้นบรรยากาศ
แม้ทั้งสองเรื่องจะเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นรอบๆ ทุกประมาณ 2-7 ปี และมักอยู่ต่อเนื่องราว 9-12 เดือน หรือบางครั้งอาจยาวนานกว่านั้น
คือแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในระยะยาว ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และก๊าซอื่นๆ ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
ดังนั้น กล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ ภาวะโลกร้อนเปรียบเสมือนการที่อุณหภูมิพื้นฐานของโลกค่อยๆ สูงขึ้นทุกปี ขณะที่เอลนีโญเป็นเหมือนตัวเร่งชั่วคราว ที่ทำให้โลกซึ่งร้อนอยู่แล้ว ร้อนขึ้นอีกระดับหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ
สาเหตุสำคัญ มาจากการที่ช่วงเกิดเอลนีโญ มักตรงกับช่วงที่มีคลื่นความร้อน อากาศร้อนจัด ภัยแล้ง หรือไฟป่าเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทำให้หลายคนเข้าใจว่า เอลนีโญคือสาเหตุของภาวะโลกร้อนทั้งหมด
ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์มองว่า เอลนีโญและภาวะโลกร้อน เป็นคนละเรื่อง แต่สามารถเสริมแรงกันได้ เมื่อโลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงขึ้น จากก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว การเกิดเอลนีโญในช่วงเวลาเดียวกันจึงมีแนวโน้มทำให้ผลกระทบด้านอุณหภูมิรุนแรง และชัดเจนมากกว่าในอดีต
หลังจากเข้าใจแล้วว่า เอลนีโญสามารถทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นได้ชั่วคราว คำถามต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ ปรากฏการณ์นี้คืออะไรกันแน่ และเหตุใดการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงสามารถส่งผลต่อสภาพอากาศของโลกได้กว้างขวางขนาดนี้
ทั้งนี้ NOAA ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เอลนีโญได้กลับมาอีกครั้ง พร้อมประเมินว่า มีโอกาสราว 63% ที่จะพัฒนาเป็นเอลนีโญรุนแรงมาก หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 2.0 องศาเซลเซียส จึงยิ่งทำให้การทำความเข้าใจกลไกของปรากฏการณ์นี้ มีความสำคัญมากขึ้น ต่อการติดตามแนวโน้มสภาพอากาศโลกในระยะต่อไป (12 มิถุนายน 2026) [2]
เอลนีโญ (El Niño) คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลาง และตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก เขตร้อนอุ่นกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ ส่งผลให้รูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป และนำไปสู่สภาพอากาศที่แตกต่างจากเดิมในหลายภูมิภาคของโลก
คำว่า “เอลนีโญ” มีรากศัพท์มาจากภาษาสเปน แปลว่า “เด็กชาย” หรือ “พระกุมารเยซู” โดยชาวประมงบริเวณชายฝั่งประเทศเปรูใช้เรียกกระแสน้ำอุ่นที่มักปรากฏในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์ จะนำคำนี้มาใช้เรียกปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศในเวลาต่อมา
เอลนีโญ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นทุกประมาณ 2-7 ปี และแต่ละครั้ง อาจมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป บางครั้งอาจเป็นเพียงเอลนีโญระดับอ่อนที่ส่งผลกระทบไม่มากนัก แต่บางครั้งก็อาจพัฒนาเป็นเอลนีโญระดับรุนแรง
ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศของโลกได้อย่างชัดเจน ดังเช่นเหตุการณ์ในช่วงปี 1997-1998 ที่มักถูกยกเป็นตัวอย่างของเอลนีโญขนาดใหญ่
โดยเฉลี่ยแล้ว เอลนีโญมักมีอายุประมาณ 9-12 เดือน แต่ในบางกรณี อาจคงอยู่ได้นานกว่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ปรากฏการณ์จะเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว แต่ผลกระทบต่อสภาพอากาศ และอุณหภูมิโลก อาจยังคงปรากฏต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางครั้ง ปีที่ร้อนที่สุดของโลก จึงเกิดขึ้นหลังจากเอลนีโญผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
อีกทั้งการประเมินของหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหรัฐฯ ที่ยืนยันว่าเอลนีโญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะแรงขึ้นในช่วงปลายปี โดยนับเป็นปรากฏการณ์ที่มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2493 ส่งผลให้ความร้อนสะสมของโลกเพิ่มขึ้น พร้อมกระตุ้นให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้งบางส่วนของป่า Amazon ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ตามด้วยอาจเกิดฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคมากกว่าปกติ (12 มิถุนายน 2026) [3]
การจะเข้าใจว่า ทำไมเอลนีโญจึงสามารถส่งผลต่อทั้งโลกได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูการทำงานตามปกติของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องควบคุมอุณหภูมิขนาดยักษ์ของโลก โดยบทบาทของลมค้าในมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้สภาวะปกตินั้น จะมีลมค้าพัดจากตะวันออกไปตะวันตกอย่างสม่ำเสมอ เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน
ลมเหล่านี้ ทำหน้าที่ผลักดันน้ำอุ่นจากบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้ ไปสะสมอยู่ทางฝั่งอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ทำให้บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความชื้นสูง เมฆมาก และเกิดฝนได้ง่าย
ในขณะเดียวกัน บริเวณชายฝั่งเปรู และเอกวาดอร์ จะมีน้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรไหลขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณนั้น ต่ำกว่าฝั่งตะวันตก
เมื่อกำลังของลมค้าอ่อนตัวลง หรือเปลี่ยนแปลงไป น้ำอุ่นที่เคยสะสมอยู่ทางตะวันตก จะเริ่มไหลย้อนกลับไปทางตะวันออก ผลที่เกิดขึ้นคือ บริเวณตอนกลาง และตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ขณะที่พื้นที่ซึ่งเคยมีเมฆและฝนจำนวนมาก ก็เริ่มเคลื่อนตามน้ำอุ่นไปด้วย
การเปลี่ยนตำแหน่งของแหล่งความร้อนขนาดมหาศาลนี้เอง ที่ทำให้ระบบบรรยากาศของโลกเกิดการปรับตัว และส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคพร้อมกัน
นักวิทยาศาสตร์ใช้การติดตามอุณหภูมิผิวน้ำทะเล เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ในการประเมินความรุนแรงของเอลนีโญ โดยทั่วไป หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากเท่าใด ก็มีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
เพราะหมายถึงมีพลังงานความร้อนสะสมอยู่ในระบบมากขึ้น และพร้อมส่งผลต่อบรรยากาศในวงกว้าง ความรุนแรงของเอลนีโญ จึงไม่ได้วัดจากอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงขนาด พื้นที่ และปริมาณความร้อนของแอ่งน้ำอุ่น ในมหาสมุทรแปซิฟิกด้วย
เมื่อเข้าใจกลไกการเกิดเอลนีโญแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงสามารถส่งผลต่ออุณหภูมิของทั้งโลกได้ คำตอบอยู่ที่บทบาทของมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บความร้อนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเมื่อความร้อนจำนวนมหาศาล ถูกปลดปล่อยออกมา ผลกระทบ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น
ภายใต้สภาวะปกติ มหาสมุทรดูดซับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้เป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงเอลนีโญ น้ำอุ่นบริเวณตอนกลาง และตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก จะขยายพื้นที่กว้างขึ้น ทำให้เกิดการระเหยของน้ำ และการถ่ายเทความร้อน สู่บรรยากาศมากกว่าปกติ
เมื่อบรรยากาศได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น ระบบการหมุนเวียนของอากาศทั่วโลก ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญกับคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูงผิดปกติ หรือสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้นกว่าที่เคยเกิดขึ้นในปีปกติ
หนึ่งในข้อสังเกตที่นักวิทยาศาสตร์พบมานาน คือ อุณหภูมิโลก มักจะขึ้นสูงสุดหลังจากเอลนีโญถึงจุดสูงสุดไปแล้วประมาณหลายเดือน สาเหตุเกิดจากมหาสมุทร และบรรยากาศ ไม่ได้ตอบสนองต่อกันทันที ความร้อนต้องใช้เวลาในการถ่ายเท และกระจายตัวไปทั่วระบบภูมิอากาศของโลก
จึงทำให้บางครั้ง ปีที่ร้อนที่สุด ไม่ได้ตรงกับช่วงที่เอลนีโญเริ่มเกิด แต่กลับเกิดขึ้นหลังจากนั้น นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายจับตาว่า หากเกิดเอลนีโญระดับปานกลาง ถึงรุนแรงในช่วงหนึ่ง ปีถัดไปอาจกลายเป็นปีที่สร้างสถิติอุณหภูมิโลกใหม่ได้
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอลนีโญขนาดใหญ่หลายครั้ง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอย่างชัดเจน ตัวอย่างที่ถูกอ้างอิงบ่อย คือ เอลนีโญในช่วงปี 1982-1983, 1997-1998 และ 2015-2016 ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับอุณหภูมิสูงผิดปกติในหลายภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า แม้เอลนีโญจะช่วยผลักดันให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น แต่แนวโน้มการร้อนขึ้นระยะยาว ยังคงมีรากฐานมาจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
ปี 1998 และปี 2016 ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของผลกระทบจากเอลนีโญระดับรุนแรงต่ออุณหภูมิโลก ในปี 1997-1998 โลกเผชิญกับเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้หลายภูมิภาคเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อนพร้อมกัน
ขณะที่ปี 2015-2016 ก็เกิดเอลนีโญขนาดใหญ่ ในช่วงที่โลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงขึ้น จากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกทำสถิติสูงสุดในเวลานั้น
เหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้ง จึงมักถูกใช้เป็นกรณีศึกษาว่า เมื่อความแปรปรวนตามธรรมชาติ และภาวะโลกร้อนจากมนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบสามารถรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
ในช่วงที่มีข่าวเกี่ยวกับอากาศร้อนจัดหรือสภาพอากาศสุดขั้ว หลายคนอาจเคยเห็นคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือแม้แต่ “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” ปรากฏอยู่ตามหน้าสื่อ แต่คำเหล่านี้หมายถึงอะไร และเป็นคำทางวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่
ในความเป็นจริง คำว่า ซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่สื่อมวลชน และนักพยากรณ์บางส่วน ใช้เรียกเอลนีโญ ที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ
โดยทั่วไป มักหมายถึงกรณีที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณสำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิก สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป และมีพื้นที่น้ำอุ่นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง
การประเมินความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้ดูเพียงตัวเลขอุณหภูมิอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น
ยิ่งแอ่งน้ำอุ่นมีขนาดใหญ่ และมีพลังงานสะสมมากเท่าไร โอกาสที่ผลกระทบจะขยายตัวไปทั่วโลก ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
คำว่า Godzilla El Niño เป็นอีกหนึ่งคำที่ถูกใช้ในสื่อเพื่อสื่อถึงเอลนีโญที่มีขนาดใหญ่มากและมีศักยภาพในการสร้างผลกระทบอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย มองว่าคำนี้มีลักษณะเชิงสร้างอารมณ์มากกว่าทางวิชาการ เพราะอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่า หายนะรุนแรงกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลกระทบของเอลนีโญแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และแต่ละภูมิภาค
เหตุผลสำคัญ คือ ความรุนแรงของเอลนีโญ ไม่ได้แปลว่า ทุกพื้นที่จะได้รับผลกระทบหนักเท่ากัน บางประเทศอาจเผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่อีกประเทศหนึ่ง อาจมีฝนมากกว่าปกติ หรือบางพื้นที่แทบไม่ได้รับผลกระทบชัดเจนเลย
การใช้คำที่รุนแรงเกินไป จึงอาจทำให้สังคมมองข้ามความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงแนะนำให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา และศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศโดยตรง มากกว่าตัดสินสถานการณ์ จากพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว
แม้เอลนีโญ จะเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น กลับขยายวงกว้างไปทั่วโลก เพราะเมื่อระบบบรรยากาศเปลี่ยนแปลง รูปแบบฝน อุณหภูมิ และการเกิดพายุก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ทำให้บางพื้นที่เผชิญความแห้งแล้งรุนแรง ขณะที่บางพื้นที่กลับต้องรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วม
ผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุดของเอลนีโญ คือ ปริมาณฝนที่ลดลงในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของแอฟริกา เมื่อฝนตกน้อยลงต่อเนื่อง แหล่งน้ำธรรมชาติ เขื่อน และอ่างเก็บน้ำจะมีปริมาณน้ำลดลง
ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ หลายประเทศจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดทุกครั้งที่เกิดเอลนีโญ
อีกหนึ่งผลกระทบที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือคลื่นความร้อนที่เกิดถี่ และรุนแรงกว่าเดิม เมื่อเอลนีโญทำงานร่วมกับแนวโน้มภาวะโลกร้อน อุณหภูมิในหลายพื้นที่ อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลานาน ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน การใช้พลังงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่มีปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองอยู่แล้ว
สภาพอากาศที่ร้อน และแห้งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และบางพื้นที่ของทวีปอเมริกา เคยเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่ในช่วงที่เกิดเอลนีโญรุนแรง ความเสียหาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศ สุขภาพประชาชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง
การที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ไม่ได้กระทบเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลด้วย สารอาหารจากน้ำลึก ที่เคยไหลขึ้นมาสู่ผิวน้ำ อาจลดลง ทำให้ปลา แพลงก์ตอน และสัตว์ทะเลบางชนิด มีจำนวนลดลงตามไปด้วย
ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร และอุตสาหกรรมประมงในหลายพื้นที่ของโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอลนีโญ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอากาศร้อน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศทั้งระบบ
แม้เอลนีโญจะส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก แต่ความรุนแรงของผลกระทบ ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกประเทศ บางพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่บางพื้นที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม ผ่านการเปลี่ยนแปลงของระบบบรรยากาศ
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในรูปแบบของภัยแล้ง อากาศร้อนจัด และความเสี่ยงไฟป่าที่เพิ่มสูงขึ้น หลายครั้งที่ปีเอลนีโญรุนแรง ส่งผลให้ปริมาณฝนในบางพื้นที่ของออสเตรเลีย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน และสร้างผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมอย่างมาก
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักเผชิญฝนที่ลดลงและสภาพอากาศแห้งกว่าปกติ ในบางปีอาจเกิดปัญหาหมอกควันจากไฟป่า การขาดแคลนน้ำ และผลผลิตทางการเกษตรลดลง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
บริเวณชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ ถือเป็นพื้นที่ต้นทางของผลกระทบจากเอลนีโญ เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ ประเทศเหล่านี้ มักเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และความเสียหายต่อชุมชนชายฝั่ง ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมประมง ก็อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเล
บางพื้นที่ในแอฟริกาตอนใต้ มีแนวโน้มเผชิญความแห้งแล้ง และอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงเอลนีโญ ขณะที่บางพื้นที่ของทวีปอเมริกา อาจมีฝนตกมากกว่าปกติ
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า เอลนีโญไม่ได้สร้างผลกระทบในรูปแบบเดียวกันทั่วโลก แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และระบบภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ด้วย
หนึ่งในความน่าสนใจของเอลนีโญ คือ แม้จะเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่กลับสามารถส่งผลต่อการเกิดพายุ ปริมาณฝน และรูปแบบสภาพอากาศในอีกซีกโลกได้ สาเหตุสำคัญมาจากการที่เอลนีโญเปลี่ยนตำแหน่งของแหล่งความร้อน และความชื้นขนาดใหญ่ของโลก ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนอากาศระดับโลก ปรับตัวตามไปด้วย
หลายคนมักเข้าใจว่า เอลนีโญหมายถึงอากาศร้อน และฝนน้อยเสมอ แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันทุกประเทศ พื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการก่อตัวของเมฆฝน อาจมีฝนลดลง ขณะที่บางพื้นที่ ซึ่งปกติไม่ได้มีฝนมากนัก อาจกลับมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมช่วงที่อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย หรือบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญภัยแล้ง ประเทศอย่างเปรู และเอกวาดอร์ กลับต้องรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในเวลาเดียวกัน
นักวิทยาศาสตร์พบว่า เอลนีโญมักส่งผลให้จำนวนพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกลดลง สาเหตุเกิดจากแรงเฉือนลมในแนวดิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการก่อตัวและพัฒนาของพายุ เมื่อพายุไม่สามารถรักษาโครงสร้างของตัวเองไว้ได้
โอกาสที่จะพัฒนาเป็นเฮอริเคนขนาดใหญ่จึงลดลงตามไปด้วย ทำให้ด้วยเหตุนี้เอง หลายหน่วยงานจึงใช้ข้อมูลการคาดการณ์เอลนีโญ ประกอบการประเมินฤดูกาลเฮอริเคนในแต่ละปี
ในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ผลกระทบอาจแตกต่างออกไป แม้จำนวนพายุอาจไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจน แต่ตำแหน่งการก่อตัวและเส้นทางการเคลื่อนที่ของพายุมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงจากเดิม พายุหลายลูกอาจก่อตัวไกลออกไปทางตะวันออกมากขึ้น และเคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือมากกว่าปกติ
รูปแบบดังกล่าว เคยเกิดขึ้นในหลายปีที่มีเอลนีโญรุนแรง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่บางประเทศ ได้รับผลกระทบจากพายุน้อยลง ขณะที่บางประเทศกลับเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ในอดีต เอลนีโญเป็นเพียงความผันผวนตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศ แต่ปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงกว่าหลายสิบปีก่อนมาก เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว ผลกระทบหลายอย่าง
จึงมีแนวโน้มเด่นชัดกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า หรือฝนตกหนักในบางพื้นที่นี่คือเหตุผลที่คำว่า สภาพอากาศสุดขั้ว ถูกกล่าวถึงบ่อยขึ้นทุกครั้ง ที่มีการคาดการณ์การเกิดเอลนีโญ

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม คำตอบคือจริง แต่เป็นผลในระยะสั้น เอลนีโญทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น จากการปลดปล่อยความร้อนสะสมในมหาสมุทรแปซิฟิก สู่ชั้นบรรยากาศ อย่างไรก็ตาม ต้นเหตุหลักของภาวะโลกร้อนในระยะยาว ยังคงเป็นก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ดังนั้น เอลนีโญจึงเป็น “ตัวเร่ง” ไม่ใช่ “ต้นเหตุหลัก” ของการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

