
ติดตามข่าว เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง
- Wynn
- 76 views

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง คำตอบคือ “ใช่” โดย JAS หรือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศคว้าลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 และ 2030 รวมถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญของ FIFA หลายรายการ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.3 พันล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในดีลลิขสิทธิ์กีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สื่อไทย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เอกชนเข้ามามีบทบาทนำในการซื้อลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกแทนภาครัฐ
คำถามนี้เป็นประเด็นที่แฟนบอลไทยติดตามกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา
ล่าสุด JAS ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าได้บรรลุข้อตกลงกับ FIFA เรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้เวลาเจรจามาอย่างยาวนาน และสามารถปิดดีลได้ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น ซึ่งนอกจากแฟนบอลที่รอชมการถ่ายทอดสดแล้ว กลุ่มผู้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ ทางเข้า เว็บแทงบอลโลก 2026 ก็ให้ความสนใจไม่น้อยเช่นกัน
ความน่าสนใจของข้อตกลงครั้งนี้คือไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะฟุตบอลโลก 2026 แต่ยังรวมถึงฟุตบอลโลก 2030 ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก ฟุตซอลชิงแชมป์โลก และรายการสำคัญอื่นๆ ของ FIFA ไปจนถึงปี 2030 ด้วย
จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับทัวร์นาเมนต์เดียว แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในคอนเทนต์กีฬาระดับโลกที่มีมูลค่าสูงและได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลก
หากย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 2022 ประเทศไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนเรื่องลิขสิทธิ์ จนถึงช่วงก่อนการแข่งขันจะเริ่มเพียงไม่กี่วัน ทำให้เกิดความกังวลว่า คนไทยอาจพลาดการรับชมมหกรรมฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของโลก
แต่ในครั้งนี้ สถานการณ์แตกต่างออกไป เพราะมีเอกชนเข้ามารับบทผู้ลงทุนหลักอย่างชัดเจน ทำให้การจัดการลิขสิทธิ์มีทิศทางที่แน่นอนมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาแบบเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ JAS ตัดสินใจลงทุนด้วยเม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาท ยังสะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลโลกไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงรายการกีฬา แต่เป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือมูลค่าของดีลครั้งนี้ เพราะตัวเลขที่ประกาศออกมาสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า JAS ใช้งบประมาณรวมกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.3 พันล้านบาท
เพื่อแลกกับสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการต่างๆ ของ FIFA ไปจนถึงปี 2030 อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูสูงมาก แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของแพ็กเกจจะพบว่า มูลค่าที่จ่ายไปไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแข่งขันสำคัญอื่นๆ ของ FIFA อีกหลายรายการด้วย
ที่มา: JAS แถลงทุ่ม 2.3 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026,2030 (11 มิถุนายน 2026) [1]
สิทธิ์ที่รวมอยู่ในข้อตกลงครั้งนี้ ประกอบด้วย
เมื่อมองในภาพรวม ดีลนี้จึงมีลักษณะคล้ายการซื้อ “คลังคอนเทนต์กีฬา” ระยะยาว มากกว่าการซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพียงรายการเดียว นอกจากนี้ ฟุตบอลโลก 2026 ยังเป็นทัวร์นาเมนต์แรกในประวัติศาสตร์ที่ขยายจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ส่งผลให้จำนวนแมตช์เพิ่มจาก 64 นัด เป็น 104 นัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้มูลค่าลิขสิทธิ์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
หลังจากมีการยืนยันว่า JAS เป็นผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 อย่างเป็นทางการ คำถามถัดมาที่แฟนบอลส่วนใหญ่สนใจไม่แพ้กันคือ คนไทยจะได้รับชมการแข่งขันฟรีมากน้อยแค่ไหน
ข้อมูลที่มีการเปิดเผยในช่วงแถลงข่าวระบุชัดว่า คนไทยจะได้รับชมการแข่งขันฟรีมากกว่า 1 นัดต่อวัน หรือคิดเป็นจำนวนรวมมากกว่า 40 นัดตลอดทัวร์นาเมนต์ แม้รายละเอียดทั้งหมดจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่มีบางแมตช์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะเปิดให้รับชมฟรีแน่นอน
สองแมตช์สำคัญที่มีผู้ชมมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ นัดเปิดสนามและนัดชิงชนะเลิศ ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะเปิดให้คนไทยรับชมฟรี สะท้อนให้เห็นว่าแม้ฟุตบอลโลกจะเข้าสู่โมเดลธุรกิจที่เอกชนเข้ามาลงทุนและบริหารสิทธิ์มากขึ้น
แต่การแข่งขันที่มีความสำคัญต่อผู้ชมจำนวนมากยังคงเปิดโอกาสให้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ส่วนแมตช์อื่นๆ ยังต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติมว่าจะมีการจัดสรรสิทธิ์ให้ฟรีทีวีมากน้อยเพียงใด และครอบคลุมรอบการแข่งขันใดบ้าง
แม้จะมีการแข่งขันจำนวนมากที่เปิดให้รับชมฟรี แต่ฟุตบอลโลก 2026 มีจำนวนแมตช์มากถึง 104 นัด ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่การรับชมครบทุกคู่จะถูกจัดอยู่ในรูปแบบบริการพรีเมียมหรือแพ็กเกจเฉพาะ
โมเดลลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยเปิดให้ประชาชนเข้าถึงแมตช์สำคัญผ่านช่องฟรี ขณะเดียวกันก็มีช่องทางสำหรับผู้ที่ต้องการรับชมทุกคู่ ทุกสนาม และทุกช่วงเวลาของการแข่งขัน
นั่นหมายความว่าแฟนบอลทั่วไปอาจสามารถติดตามแมตช์สำคัญได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ที่ต้องการดูครบทุกนัดอาจมีตัวเลือกเพิ่มเติมในภายหลัง
แม้รายละเอียดสุดท้ายของแพลตฟอร์มการรับชมจะยังทยอยเปิดเผยออกมา แต่ทิศทางของตลาดสื่อในปัจจุบันทำให้เห็นภาพค่อนข้างชัดว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่หน้าจอโทรทัศน์เหมือนในอดีต
ผู้ชมจำนวนมากเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่การรับชมผ่านมือถือ แท็บเล็ต สมาร์ตทีวี และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ทำให้การถ่ายทอดสดครั้งนี้มีแนวโน้มกระจายผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน
ด้วยจำนวนการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็น 104 นัด การบริหารลิขสิทธิ์ผ่านระบบสตรีมมิ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่าการจัดผังรายการโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ผู้ชมสามารถเลือกดูคู่ที่ต้องการได้ทันที รับชมย้อนหลังได้ และเข้าถึงการแข่งขันจากทุกสถานที่ผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว
ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันมากที่สุด สำหรับเจ้าของสิทธิ์เอง โมเดลสตรีมมิ่งยังช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากสมาชิกในระยะยาว มากกว่าการพึ่งพารายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว
แม้แพลตฟอร์มดิจิทัลจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ฟรีทีวียังคงเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะแมตช์สำคัญอย่างรอบ Knockout รอบรองชนะเลิศ หรือรอบชิงชนะเลิศ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ชมหลายล้านคนพร้อมกัน
ดังนั้น ฟรีทีวีจึงยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก แม้บทบาทอาจเปลี่ยนจากช่องทางหลักมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรับชมแบบผสมผสานมากขึ้น
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยไม่แพ้เรื่องการรับชมคือ การลงทุนระดับ 2.3 พันล้านบาทจะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้อย่างไร เพราะหากมองเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลโลกที่กินเวลาเพียงหนึ่งเดือน ตัวเลขดังกล่าวอาจดูสูงเกินกว่าจะคืนทุนได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม ในมุมธุรกิจสื่อ ดีลนี้อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรจากการแข่งขันเพียงรายการเดียว แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้หลากหลายด้านมากกว่า
ฟุตบอลโลกถือเป็นคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กที่สามารถดึงผู้ชมจำนวนมหาศาลเข้าสู่แพลตฟอร์มได้ในเวลาอันสั้น หากมีผู้ใช้งานสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้นมากในช่วงการแข่งขัน รายได้จากค่าสมาชิกก็จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยชดเชยต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ และหากสามารถรักษาผู้ใช้งานเหล่านี้ให้อยู่ต่อหลังจบทัวร์นาเมนต์ได้มากเท่าไร ความคุ้มค่าของดีลก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในโลกของธุรกิจสื่อ ผู้ถือลิขสิทธิ์ไม่ได้ขายแค่สิทธิ์ในการถ่ายทอดการแข่งขัน แต่ยังขาย “ความสนใจของผู้ชม” ให้กับผู้ลงโฆษณาไปพร้อมกัน ยิ่งมีผู้ชมมากเท่าไร มูลค่าพื้นที่โฆษณาก็ยิ่งสูงขึ้น และแบรนด์ต่างๆ ก็พร้อมลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฟุตบอลโลกยังคงเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดของโลก แม้จะจัดขึ้นเพียงทุก 4 ปีก็ตาม
เมื่อเห็นตัวเลขระดับ 2.3 พันล้านบาท หลายคนอาจตั้งคำถามว่าการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลเพียงรายการเดียว เหตุใดจึงมีมูลค่าสูงขนาดนี้ คำตอบสั้นๆ คือ ฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่การแข่งขันกีฬา แต่เป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก ทุกๆ 4 ปี ผู้คนหลายพันล้านคนจะหันมาสนใจการแข่งขันเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน
ทำให้มูลค่าทางธุรกิจของรายการนี้สูงกว่ารายการโทรทัศน์ทั่วไปอย่างมาก สำหรับผู้ถือลิขสิทธิ์ การได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกจึงไม่ได้หมายถึงการขายภาพการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมหาศาลที่แบรนด์ต่างๆ ต้องการสื่อสารด้วย
ในโลกธุรกิจทั่วไป หากสินค้าชนิดหนึ่งมีราคาแพง ผู้บริโภคยังสามารถเลือกใช้สินค้าทดแทนได้ แต่ฟุตบอลโลกแตกต่างออกไป เพราะไม่มีรายการใดที่สามารถทดแทนประสบการณ์การรับชมได้อย่างแท้จริง
แฟนบอลที่ต้องการดูฟุตบอลโลกไม่สามารถเปลี่ยนไปดูรายการอื่นแล้วได้รับความรู้สึกแบบเดียวกันได้ ส่งผลให้ FIFA มีอำนาจต่อรองสูงกว่าผู้ขายคอนเทนต์ส่วนใหญ่ในโลก และยิ่งการแข่งขันได้รับความนิยมมากเท่าไร มูลค่าของลิขสิทธิ์ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาสูงขึ้นคือการขยายขนาดของทัวร์นาเมนต์อย่างชัดเจน โดยฟุตบอลโลก 2022 มี 32 ทีม แข่งขันทั้งหมด 64 นัด ขณะที่ฟุตบอลโลก 2026 จะเพิ่มเป็น 48 ทีม และแข่งขันมากถึง 104 นัด การแข่งขันที่มากขึ้นหมายถึงคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น เวลาถ่ายทอดสดที่ยาวนานขึ้น และโอกาสทางการตลาดที่มากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
หลายคนอาจเข้าใจว่าฟุตบอลโลกมีราคากลางที่ทุกประเทศต้องจ่ายเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง FIFA กำหนดราคาลิขสิทธิ์แตกต่างกันไปตามศักยภาพของแต่ละตลาด ทำให้บางประเทศต้องจ่ายหลักหลายร้อยล้านดอลลาร์ ขณะที่บางประเทศจ่ายเพียงไม่กี่สิบล้านดอลลาร์
แม้จะได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันเดียวกันก็ตาม เพราะ FIFA ไม่ได้ตั้งราคาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากมูลค่าทางธุรกิจและโอกาสในการสร้างรายได้ของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ
หัวใจสำคัญคือ FIFA เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นสถานีโทรทัศน์หรือแพลตฟอร์มที่ต้องการถ่ายทอดสดจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเจรจาซื้อสิทธิ์โดยตรงกับ FIFA ในทางเศรษฐศาสตร์ สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า “อำนาจผูกขาด”
ซึ่งทำให้ผู้ขายมีอำนาจต่อรองและกำหนดราคาได้สูงกว่าธุรกิจทั่วไป และยิ่งคอนเทนต์ได้รับความนิยมมากเท่าไร อำนาจต่อรองของผู้ขายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ถูกคาดการณ์ว่า จะสูงถึงประมาณ 4.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว
หรือเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมราว 2.96 พันล้านดอลลาร์ ในฟุตบอลโลกเมื่อปี 2022 และยังสะท้อนแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของมูลค่าธุรกิจนี้ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการไขปริศนาค่าลิขสิทธิ์บอลโลก ที่สะท้อนว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่คือธุรกิจผูกขาดระดับโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
ที่มา: ไขปริศนาค่าลิขสิทธิ์บอลโลก เมื่อฟุตบอลคือธุรกิจผูกขาด มูลค่าพันล้านดอลลาร์ (21 มิถุนายน 2026) [2]
FIFA ประเมินมูลค่าของแต่ละตลาดแยกจากกัน โดยปัจจัยที่นำมาพิจารณา ได้แก่
ดังนั้น แม้จะเป็นฟุตบอลโลกทัวร์นาเมนต์เดียวกัน แต่ราคาที่แต่ละประเทศต้องจ่ายจึงแตกต่างกันอย่างมาก ประเทศที่มีผู้ชมจำนวนมากและมีตลาดโฆษณาขนาดใหญ่ มักถูกตั้งราคาไว้สูงกว่าประเทศที่มีศักยภาพทางธุรกิจต่ำกว่า
อีกปัจจัยหนึ่งคือการแข่งขันระหว่างผู้ซื้อ หากมีผู้ประกอบการหลายรายต้องการสิทธิ์เดียวกัน ราคาก็อาจถูกผลักดันให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากมีผู้สนใจเพียงไม่กี่ราย FIFA ก็จะมีพื้นที่ในการเจรจามากขึ้น ดังนั้นราคาลิขสิทธิ์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันทางธุรกิจในแต่ละประเทศด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดของอาเซียน โดยฟุตบอลโลกสามารถดึงผู้ชมจำนวนมากเข้าสู่หน้าจอได้ทุกครั้งที่จัดการแข่งขัน ส่งผลให้เจ้าของสิทธิ์มองเห็นศักยภาพในการสร้างรายได้จากตลาดไทยในระดับสูง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ราคาค่าลิขสิทธิ์สำหรับประเทศไทย มักสูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน
แม้พฤติกรรมการรับชมสื่อจะเปลี่ยนไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ฟุตบอลยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่คอนเทนต์ที่สามารถดึงผู้ชมจำนวนมากให้รับชมพร้อมกันได้ โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่รวมทั้งแฟนบอลตัวยง ผู้ชมทั่วไป และผู้ที่ติดตามกระแสระดับโลกเอาไว้ในอีเวนต์เดียวกัน ในมุมธุรกิจ นี่จึงเป็นคอนเทนต์ที่มีมูลค่าสูง เพราะสามารถสร้างฐานผู้ชมขนาดใหญ่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอดคือ กฎ Must Have ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิ์การเข้าถึงรายการกีฬาสำคัญของประชาชน แม้เป้าหมายของกฎนี้จะช่วยให้คนไทยสามารถรับชมการแข่งขันได้อย่างทั่วถึง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจของผู้ซื้อลิขสิทธิ์ด้วยเช่นกัน
เนื่องจากเมื่อมีข้อกำหนดให้ต้องเผยแพร่ในวงกว้าง ผู้ถือสิทธิ์จำเป็นต้องวางแผนด้านรายได้และการคืนทุนอย่างรอบคอบมากขึ้นกว่าหลายประเทศ จึงไม่แปลกที่ประเด็น Must Have จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกครั้งที่ประเทศไทยมีการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก
หากติดตามข่าวการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกของไทยมาหลายสมัย จะพบว่าคำว่า “Must Have” ถูกพูดถึงแทบทุกครั้งที่มีการเจรจา หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้อยู่บ่อยๆ แต่ยังไม่เข้าใจว่ากฎดังกล่าวส่งผลต่อตลาดลิขสิทธิ์กีฬาอย่างไร
โดยสรุป Must Have คือหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้รายการกีฬาสำคัญบางประเภทต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรับชมได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อสังคมในระดับประเทศ ซึ่งฟุตบอลโลกก็เป็นหนึ่งในรายการที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงภายใต้บริบทนี้อยู่เสมอ
ในอดีต ผู้ประกอบการหลายรายลังเลที่จะลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะฟุตบอลโลกไม่มีมูลค่าทางธุรกิจ แต่เพราะต้นทุนสูงมาก ขณะที่ช่องทางสร้างรายได้มีข้อจำกัดหลายด้าน เมื่อผู้ซื้อต้องลงทุนระดับพันล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือบริหารสิทธิ์ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งการขายโฆษณา การสร้างฐานสมาชิก และการต่อยอดคอนเทนต์ในเชิงพาณิชย์
ยิ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงการรับชมในวงกว้าง ผู้ซื้อก็ยิ่งต้องวางโมเดลธุรกิจอย่างรอบคอบมากขึ้น นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยเคยเผชิญปัญหาการเจรจาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกล่าช้ามาแล้วหลายครั้งในอดีต
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การที่เอกชนรายใหญ่ตัดสินใจเข้ามารับความเสี่ยงและลงทุนด้วยตนเอง แทนที่จะรอการรวมงบประมาณจากหลายฝ่ายเหมือนในอดีต ทำให้ดีลครั้งนี้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเชิงธุรกิจโดยตรง แม้ความท้าทายจะยังคงมีอยู่ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเริ่มมองหาแนวทางใหม่ในการบริหารลิขสิทธิ์กีฬา เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นจริงในปัจจุบัน
หากมองลึกกว่าประเด็นว่าใครเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ จะเห็นว่าดีลครั้งนี้อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อไทย เพราะที่ผ่านมา ลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกมักถูกมองว่าเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรกำกับดูแล
แต่ฟุตบอลโลก 2026 กำลังแสดงให้เห็นอีกภาพหนึ่ง นั่นคือการที่เอกชนพร้อมก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักและลงทุนด้วยตนเอง โดยมีมูลค่าลิขสิทธิ์ที่คาดการณ์อยู่ในช่วงกว่า 1,200 – 1,500 ล้านบาท พร้อมเปิดทางให้ไทยได้ดูบอลโลกอย่างมั่นคงขึ้น ถอดรหัสราคาลิขสิทธิ์ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด และตั้งคำถามถึงอนาคตกฎ Must Have ในบริบทที่เอกชนเป็นผู้นำ
ที่มา: ไทยได้ดูบอลโลก ถอดรหัสราคาลิขสิทธิ์ ยุคที่เอกชนนำทาง อวสานกฎ Must Have? (10 มิถุนายน 2026) [3]
ในอดีต ประเด็นสำคัญที่สุดคือประเทศไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกหรือไม่ แต่ปัจจุบันคำถามได้เปลี่ยนไปเป็น ประเทศไทยจะบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังปรับตัวอย่างชัดเจน เพราะเมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลเติบโตขึ้น รายได้ไม่ได้มาจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่ยังสามารถสร้างจากค่าสมาชิก บริการเสริม สิทธิ์เชิงพาณิชย์ และระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันได้ ทำให้ฟุตบอลโลกไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงต้นทุนหรือรายจ่าย แต่กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าและต่อยอดทางธุรกิจได้ในระยะยาวเช่นกัน
ในยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกความบันเทิงมากมาย การแข่งขันเพื่อแย่งชิงเวลาและความสนใจของผู้ชมจึงรุนแรงกว่าที่เคย ขณะที่คอนเทนต์กีฬา โดยเฉพาะการแข่งขันสด ยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเภทที่สามารถดึงผู้ชมจำนวนมหาศาลให้รับชมพร้อมกันได้
นั่นทำให้ลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและผู้ให้บริการสื่อ และทำให้ฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันด้านคอนเทนต์กีฬาในระยะยาวด้วยเช่นกัน
แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลลัพธ์ทั้งหมด แต่หลายสัญญาณสะท้อนว่าตลาดลิขสิทธิ์กีฬาไทยอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หากโมเดลธุรกิจของผู้ถือลิขสิทธิ์ประสบความสำเร็จ การแข่งขันกีฬาระดับโลกในอนาคตก็มีแนวโน้มถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดมากขึ้น
แต่หากต้นทุนสูงเกินกว่ารายได้ที่ได้รับ ผู้ประกอบการก็อาจต้องกลับมาทบทวนแนวทางการลงทุนและการบริหารสิทธิ์ในรูปแบบใหม่อีกครั้ง
การแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการสื่อ มักส่งผลให้คุณภาพการรับชมพัฒนาดีขึ้น ทั้งในด้านความคมชัดของภาพ ความสะดวกในการเข้าถึง การรองรับการรับชมผ่านหลายอุปกรณ์ และบริการเสริมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น ดังนั้นในระยะยาว ผู้ชมจึงมีแนวโน้มเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากที่สุด
ขณะเดียวกัน คำถามเรื่องความสมดุลระหว่างการเข้าถึงของประชาชนกับความคุ้มค่าทางธุรกิจ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาคำตอบ เพราะเมื่อค่าลิขสิทธิ์สูงขึ้น ผู้ลงทุนก็จำเป็นต้องมองหาวิธีสร้างรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น ความท้าทายในอนาคตอาจไม่ใช่เรื่องว่าใครจะเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทั้งผู้ชม ผู้ประกอบการ และตลาดสื่อ สามารถเติบโตและเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน
แม้คำถามสำคัญเรื่อง “เอกชนซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแล้วหรือยัง” จะได้รับคำตอบอย่างชัดเจนแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่แฟนบอลทั่วประเทศกำลังรอติดตาม
เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ผู้ชมสนใจมากที่สุดไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่คือจะสามารถรับชมการแข่งขันได้อย่างสะดวก ครบถ้วน และเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด
แม้จะมีการยืนยันแล้วว่านัดเปิดสนามและนัดชิงชนะเลิศจะเปิดให้รับชมฟรี แต่การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 มีจำนวนมากถึง 104 นัด ทำให้รายละเอียดเกี่ยวกับแมตช์อื่นๆ ที่จะออกอากาศผ่านฟรีทีวียังคงเป็นข้อมูลที่แฟนบอลจำนวนมากต้องการทราบ โดยเฉพาะเกมในรอบน็อกเอาต์ บิ๊กแมตช์ และคู่แข่งขันที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งมีแนวโน้มดึงผู้ชมจำนวนมากเข้าสู่หน้าจอพร้อมกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่แฟนบอลให้ความสนใจคือรูปแบบการให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการรับชมการแข่งขันครบทุกคู่ เนื่องจากฟุตบอลโลก 2026 มีจำนวนแมตช์เพิ่มขึ้นจาก 64 นัดเป็น 104 นัด ทำให้การบริหารสิทธิ์และการจัดแพ็กเกจมีความซับซ้อนมากกว่าที่ผ่านมา
สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตาคือราคาค่าบริการ ความคุ้มค่า รวมถึงความสะดวกในการรับชมผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ว่าจะตอบโจทย์ผู้ชมได้มากน้อยเพียงใด
ปัจจุบันการรับชมฟุตบอลไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอโทรทัศน์อีกต่อไป ผู้ชมจำนวนมากเลือกติดตามการแข่งขันผ่านมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตทีวี ทำให้คุณภาพของระบบถ่ายทอดสด ความเสถียรของสัญญาณ และประสบการณ์การใช้งาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ตัวการแข่งขัน
ยิ่งฟุตบอลโลกเป็นอีเวนต์ที่มีผู้ชมพร้อมกันจำนวนมหาศาล ความพร้อมของระบบจึงเป็นอีกเรื่องที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ในมุมของผู้ชม ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความแน่นอน เพราะฟุตบอลโลก 2026 มีเจ้าของสิทธิ์ที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการแข่งขันเริ่มต้น ต่างจากหลายครั้งในอดีตที่ต้องรอลุ้นกันจนใกล้วันแข่ง ความชัดเจนดังกล่าว ช่วยลดความไม่แน่นอน และเปิดโอกาสให้มีการวางแผนด้านการถ่ายทอดสด การตลาด และการเข้าถึงผู้ชมได้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น
นอกจากนี้ ดีลครั้งนี้ยังครอบคลุมการแข่งขันของ FIFA หลายรายการต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 ทำให้แฟนกีฬาไทยมีโอกาสเข้าถึงคอนเทนต์ระดับโลกได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
แม้ความสนใจส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่ฟุตบอลโลก 2026 แต่สิทธิ์ที่รวมอยู่ในข้อตกลงครั้งนี้ยังครอบคลุมการแข่งขันสำคัญอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2030 ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก ฟุตซอลชิงแชมป์โลก และทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติอื่นๆ ของ FIFA
นั่นหมายความว่าผลของดีลนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงหลังจบฟุตบอลโลก 2026 แต่ยังมีบทบาทต่อวงการสื่อกีฬาไทยและการเข้าถึงคอนเทนต์กีฬาระดับโลกของผู้ชมไทยไปอีกหลายปีข้างหน้า

เอกชนซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแล้ว โดย JAS เป็นผู้ปิดดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 และ 2030 รวมถึงรายการสำคัญของ FIFA อีกหลายรายการ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 2.3 พันล้านบาท ทำให้คนไทยมีความชัดเจนเรื่องการรับชมฟุตบอลโลกมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของดีลนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขมูลค่า หรือจำนวนแมตช์เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อไทย ที่เอกชนเริ่มเข้ามามีบทบาทนำในการบริหารลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกมากขึ้น

