
สรุปแล้ว หลักสายโลหิต กับหลักดินแดน ต่างกันยังไง
- Blackcat
- 63 views

หลักสายโลหิต กับหลักดินแดน ต่างกันยังไง หลักสายโลหิตจะเป็นการให้สัญชาติตามเชื้อชาติของบิดาและมารดา ส่วนหลักดินแดน จะให้สัญชาติตามสถานที่เกิด ไม่ว่าบิดาและมารดาจะเป็นสัญชาติใดก็ตาม
หลักสายโลหิตและหลักดินแดน เป็นสองแนวคิดหลักที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกใช้กำหนดการได้มาซึ่งสัญชาติโดยกำเนิด โดยหลาย ๆ ประเทศเลือกใช้ทั้งสองหลักผสมผสานกัน ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
หลักสายโลหิต (Jus Sanguinis) คือการให้สัญชาติตามเชื้อสายของบิดาหรือมารดา โดยไม่คำนึงว่าเด็กเกิดในประเทศใด หากมารดาเป็นคนไทย บุตรจะได้สัญชาติไทยตามมารดา ไม่ว่าบิดาจะถือสัญชาติใดก็ตาม ส่วนกรณีบิดาเป็นคนไทย แต่มารดาเป็นคนต่างด้าว บุตรจะได้สัญชาติไทยก็ต่อเมื่อ บิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสกัน
หลักดินแดน (Jus Soli) คือการให้สัญชาติตามสถานที่เกิด โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ ของบิดาและมารดา หากเด็กเกิดในประเทศใด และกฎหมายของประเทศนั้น รับรองการเกิด เด็กก็จะได้สัญชาติของประเทศนั้น ผ่านการแจ้งเกิดตามขั้นตอนทะเบียนราษฎร
จุดต่างหลักคือ เกณฑ์ตัดสินของสายโลหิตจะดูที่ “ใครเป็นพ่อและแม่ของเด็ก” ส่วนหลักดินแดนจะดูที่ “สถานที่เกิดของเด็ก เช่น ประเทศ รัฐ หรืออาณาเขต” ทำให้เด็กคนเดียวกันอาจได้หรือไม่ได้รับสัญชาติ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นใช้หลักใด
ประเทศไทยใช้หลักสายโลหิต จากบิดาหรือมารดาไทยเป็นหลัก และใช้หลักดินแดนสำหรับการเกิดในประเทศไทยเป็นรอง ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ
ตามหลักการแล้ว เด็กที่เกิดจากพ่อและแม่ต่างชาติ จะไม่ได้สัญชาติไทยอัตโนมัติ แต่ถ้าพ่อและแม่ต่างชาตินั้นเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ได้แก่ พ่อหรือแม่เป็นผู้มี “ถิ่นที่อยู่ถาวร” (มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่) ในประเทศไทย หรือ ได้รับการพิจารณาอนุมัติ ให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป
หรือเฉพาะราย จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามเงื่อนไขของคณะรัฐมนตรี เด็กก็จะได้สัญชาติไทยทันทีตามมาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Ilaw
ข้อดีคือ รักษาความสัมพันธ์เชิงเชื้อชาติ-วัฒนธรรมของรัฐได้ชัดเจน แต่ข้อจำกัดคือ เด็กที่เกิดในประเทศแต่พ่อแม่ไร้สัญชาติ อาจกลายเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้ง่าย
ข้อดีคือ ลดปัญหาคนไร้สัญชาติ เพราะเด็กที่เกิดในประเทศ ย่อมมีสัญชาติแน่นอน แต่ข้อจำกัดคือ อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายคนเข้าเมืองได้
ปัจจุบันมีประมาณ 33 ประเทศและ 2 ดินแดน ที่จะได้รับสัญชาติโดยกำเนิดแบบไม่จำกัด ขณะที่อีก 32 ประเทศ จะได้รับสัญชาติโดยกำเนิด ในรูปแบบที่มีข้อจำกัดบางประการ (17 กรกฎาคม 2026) [1]
พระราชบัญญัติสัญชาติฉบับแรกของประเทศไทย ประกาศใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2456 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสัญชาติฉบับใหม่ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2508 และเริ่มใช้ในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และมีการแก้ไขเพิ่มเติมต่อเนื่องมาจนถึงฉบับที่ 5 ในปี พ.ศ. 2555 (15 กรกฎาคม 2025) [2]

หลักสายโลหิต ให้สัญชาติตามเชื้อสายบิดามารดา ส่วนหลักดินแดน ให้สัญชาติตามสถานที่เกิด โดยไทยใช้หลักสายโลหิตเป็นหลัก ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ที่ประกาศใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2456 และแก้ไขเพิ่มเติมมาจนถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555 และใช้หลักดินแดนเป็นเงื่อนไขเสริม ภายใต้กรอบกฎหมายเพิ่มเติม

