
หมดไฟ ในการพัฒนาตัวเอง ต้องทำยังไง ฉบับเห็นผลได้จริง
- MY Kismet
- 113 views

หมดไฟ ในการพัฒนาตัวเอง ต้องทำยังไง ฉบับเห็นผลได้จริง คำตอบคือ ยอมรับในตัวเอง ว่ากำลังเหนื่อย แล้วเลือกที่จะ ให้กำลังตัวเอง สิ่งนี้เป็นการยอมรับ จากภายใน และยังช่วยให้ ทำความเข้าใจ กับตัวเองได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับแผน เพื่อกระตุ้นพลังใจใหม่ ที่สามารถทำได้อีก
ภาวะหมดไฟ คือ ปฏิกิริยาของร่างกาย ที่กำลังตอบสนอง จากความเหนื่อยล้า โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากความเครียด และความกดดัน จากที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่ครอบครัว ซึ่งความรุนแรง ส่วนใหญ่มาจาก การสะสมความเครียด และไม่ได้รับการจัดการ แบบเหมาะสม (4 กุมภาพันธ์ 2022) [1]
ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือความเสียหาย ทางด้านการรับรู้ การแสดงอารมณ์ และทัศนคติเชิงลบ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีแค่ตัวบุคคล และอาจจะบุคคลอื่น ที่ได้รับผลกระทบร่วมด้วย เช่น เพื่อนร่วมงาน คนใกล้ชิด และคนในครอบครัว ถือเป็นปัญหาใหญ่ ที่มีผลกระทบวงกว้าง
ซึ่งความหมาย ของภาวะหมดไฟนั้น ถูกนิยามขึ้นมาครั้งแรกโดย “ดร. เฮอร์เบิร์ต ฟรอยเดนเบอร์เกอร์” เมื่อปี 1974 โดยให้คำอธิบายว่า เป็นภาวะที่ร่างกาย กำลังแสดงความเหนื่อยล้า โดยมีสาเหตุมาจาก ความเครียดสะสม และในปีช่วงปี 2020 เป็นช่วงปีที่ พบผู้คนที่เจอกับ ภาวะนี้เยอะเป็นพิเศษ
ทางร่างกาย
1. เหนื่อยล้า ไม่มีพลัง ไม่มีแรงทำอะไรเลย นอนพักก็ไม่ดีขึ้น
2. เริ่มนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ตื่นง่าย ก่อนนอนมักจะ มีเรื่องคิดวนตลอด
3. ปวดหัว ปวดตามตัว ปวดเมื่อยตามข้อต่อ
4. ระบบย่อยอาหาร เริ่มมีปัญหา กินอาหารน้อยลง กินน้ำน้อยลง
ทางความคิด
1. หงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่คงที่ เริ่มใช้อารมณ์ตอบโต้
2. เฉยชา ไม่ตอบสนอง ต่อความสุขที่เคยได้รับ เริ่มเบื่อง่าย และมีทัศนคติเชิงลบ
3. เริ่มแยกตัว ไม่สังคม อยู่คนเดียวบ่อยขึ้น และไม่สร้างความสัมพันธ์ กับเพื่อนร่วมงาน
4. เริ่มไม่ชอบ ในสิ่งที่ทำอยู่ เริ่มอยากออกจากงาน เริ่มหาความสุข จากงานที่ทำไม่เจอ
อาการหมดไฟ เกิดขึ้นได้ ในตอนที่กำลัง ทำอะไรแบบซ้ำเดิม ในทุกๆ วัน เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือการจดบันทึก สิ่งเหล่านี้ถือเป็น กิจวัตรช่วงเริ่มแรก สำหรับคนที่กำลัง ลงทุนในตัวเอง เมื่อร่างกายเริ่มทำบ่อยขึ้น และไม่มีช่วงพัก อาการหมดไฟ จะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ (8 เมษายน 2026) [2]
โดยที่ในปี 2019 กรมอนามัยโลก ได้มีแยกภาวะนี้ ออกจากโรค โดยมีคำนิยามทางการแพทย์ คือความเหนื่อยล้า และการหมดพลังงาน ซึ่งเป็นการตอบสนอง ที่ออกมาจากจิตใจ เพื่อที่จะตอบโต้ กับกิจกรรม หรือกิจวัตรที่จำเจ โดยที่จะกระตุ้น การมีทัศนคติเชิงลบ เพื่อหยุดยั้ง การกระทำเหล่านั้น
และสิ่งนี้เกิดขึ้นมาจาก อุตสาหกรรม การพัฒนาตัวเอง ที่กำลังเป็นที่นิยมในตัวนี้ ซึ่งผู้คนทั่วโลก ในปี 2025-2026 เริ่มหันมาพัฒนาตัวเอง และรักตัวเองมากยิ่งขึ้น โดยที่มูลค่ารวม ในของอุตสาหกรรมนี้ มีมูลค่าสูงถึง 53 – 56 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 (สืบค้นเมื่อ 14 พฤษภาคม 2026)

1. เรียนรู้ที่จะ ให้อภัยตัวเอง และยอมรับว่าเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ยาก นอกจากนี้ ให้เริ่มทำความเข้าใจใหม่ ว่าการลงทุนกับตัวเองนั้น มันมีช่วงขาขึ้น และขาลงอยู่
2. ลดกรอบเวลา หรือตั้งความสำเร็จเล็กๆ ระหว่างการพัฒนา สิ่งนี้ช่วยเพิ่ม กำลังใจให้ตัวเองได้ เช่น ไม่กินขนม 1 วัน และหากทำได้ ต้องขอบคุณตัวเองเสมอ
3. เริ่มต้นทำสิ่ง ที่มีความสุขก่อน สิ่งนี้ช่วยให้ การพัฒนาตัวเอง สามารถทำได้ แบบต่อเนื่อง เพราะหากกิจกรรมเหล่านั้น มีความสุขร่วมด้วย จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
4. เลือกรับฟัง คำแนะนำของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน พ่อแม่ หรือคนรัก นอกจากนี้ ยังสามารถรับคำแนะนำ จากผู้เชี่ยวชาญได้ ในกรณีที่ต้องการ คำแนะนำที่ปรับใช้ได้จริง
5. ฝึกทำสมาธิ เล่นโยคะ และการบำบัดจิต สิ่งนี้ช่วยลด ความเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะหมดไฟได้ อีกทั้งยังทำให้ การควบคุมสติ และอารมณ์ ทำได้ดีมากขึ้นด้วย
6. จัดสรรช่วงเวลา ให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยที่ควรมีการแบ่ง ช่วงเวลาพักที่ชัดเจน สิ่งนี้ช่วยเพิ่ม แรงกระตุ้น ในการพัฒนาตัวเองได้ อีกทั้งยังทำให้ ความสัมพันธ์รอบข้าง ไม่รู้ถึงจางหายด้วย
ที่มา: Navigating Personal Development Burnout (10 กรกฎาคม 2023) [3]
ภาวะหมดไฟ มีอยู่จริง และเป็นการตอบสนอง จากสมองโดยตรง ซึ่งสาเหตุของภาวะนี้ เกิดจากสมอง ไม่สามารถควบคุม ความเครียดเรื้อรังได้ จึงเกิดเป็น ปฏิกิริยาที่ถูกต่อออก มาทางร่างกาย พฤติกรรม และสภาพจิตใจ หรือที่เรียกกันว่า “Burnout” โดยสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในสมองนั้น มีอยู่ดังนี้
1. ศูนย์กลางของสมอง ที่คอยกระตุ้นความกลัว ถูกใช้งานมากเกินไป ซึ่งสมองส่วนนี้ จะถูกเรียกว่า “อะมิกดาล่า” เมื่อสมองส่วนนี้ ใช้งานเยอะเกินไป จะทำให้มีสัญญาณเตือน เกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น
2. เครื่องผลิตเซลล์ ลดประสิทธิภาพลง อย่างเห็นได้ชัด เป็นความผิดปกติ ของไมโทคอนเดรีย ที่คอยผลิตเซลล์ เมื่อการทำงานส่วนนี้ลดลง อัตราการฟื้นฟู ของสมองก็จะลดลงด้วย
หากสนใจอ่านเนื้อหาทั้งหมดนี้อ่านต่อได้ที่ sona
ในปี 2026 กลุ่มวัยทำงาน ที่มีช่วงอายุ 25-30 ปี รวมถึงกลุ่มเด็กเจน Z มีภาวะหมดไฟ เร็วขึ้นกว่าปกติ จากการสำรวจ พบได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ มีโอกาสหมดไฟ เริ่มต้นได้ที่ช่วงอายุเพียง 25 ปี โดยมีอัตราส่วนสูงถึง 61-62% ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นภาวะหมดไฟแบบเงียบ ที่จะถูกแฝงเข้ามา
อีกทั้งการสำรวจ ยังพบว่า คนกลุ่มนี้ มีวิธีคิด และมีแนวทาง การดำเนินชีวิต ที่ค่อนข้างชัดเจน โดยส่วนใหญ่ มักจะไม่มีความผูกพัน กับองค์กรที่ทำงานอยู่ ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ความคิดเหล่านี้ เกิดขึ้นได้เป็นเพราะ การทำงานหนัก และการรับหน้าที่ หลายอย่างในเวลาเดียวกัน
ภาพรวม หมดไฟในการพัฒนาตัวเอง ต้องทำยังไง คำตอบคือ ทำความเข้าใจ ยอมรับ ให้กำลังใจ และปรับปรุง เป็นขั้นตอนแบบง่าย ที่สามารถใช้ได้จริง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องยอมรับก่อนว่า การใช้ชีวิต ให้มีคุณภาพ เป็นเรื่องที่ยาก แต่สิ่งนี้ทำได้ ถ้าเราสามารถ สร้างกำลังใจให้ตัวเองได้
คำตอบคือ ไม่จริง เด็กรุ่นใหม่ เป็นกลุ่มเด็กที่มี การแข่งขันสูง ทั้งเรื่องการเรียน การทำงาน และการแสดงทักษะ ในโลกที่มีแต่ การเปรียบเทียบนี้ เด็กรุ่นใหม่ช่วงวัยทำงาน จึงต้องเร่งแสดง ศักยภาพของตัวเอง เพื่อให้มีพื้นที่อยู่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้ ภาวะหมดไฟ เกิดขึ้นได้เร็ว
คำตอบคือ ถูกต้อง แต่การพักในที่นี้ คือการพักเพื่อ ทำความเข้าใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น และเริ่มให้กำลังตัวเอง นอกจากนี้ ต้องเริ่มปรับแผน การพัฒนาตัวเอง หรือตั้งเป้าหมายเล็กๆ ระหว่างทาง เพื่อกระตุ้น กำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ การพัฒนาตัวเอง กลับมามีประสิทธิภาพได้

