
รวมถาม-ตอบ สงครามและความขัดแย้ง ในประวัติศาสตร์
- Blackcat
- 31 views

สงครามและความขัดแย้ง ในประวัติศาสตร์ เกิดหลายครั้งต่อหลายครั้ง และแต่ละครั้งแต่ละยุคสมัย ก็จะมีปัจจัยร่วมที่แตกต่างกันออกไป โดยรายละเอียดที่น่าสนใจจะมีดังนี้
สงครามความขัดแย้ง คือการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างประเทศหรือกลุ่มคน อาจเกิดขึ้นระหว่างรัฐกับรัฐ หรือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ภายในประเทศเดียวกัน เช่น สงครามการเมือง เป็นต้น
ในอดีตมีหลายเหตุการณ์ที่สามารถพลิกโฉมของโลกได้ โดยบทความนี้ได้คัดมาทั้งหมด 9 เหตุการณ์สำคัญ ซึ่งครอบคลุมทั้งสงครามทางศาสนา การแย่งชิงบัลลังก์ การล่าอาณานิคม สงครามกลางเมือง สงครามโลก และสงครามเย็น ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ จะมีดังนี้
สงครามครูเสด เกิดจากการที่สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 เรียกร้องให้อัศวินยุโรป ไปช่วยจักรวรรดิไบแซนไทน์ และกอบกู้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จากพวกเติร์ก ในการประชุมสภาแกลร์มงต์ปี 1095 โดยทรงให้การอภัยโทษบาปแก่ผู้ร่วมเดินทาง โดยคำปราศรัยครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1095 (2012-11-28) [1]
เริ่มจากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษอ้างสิทธิ์เหนือบัลลังก์ฝรั่งเศส ผ่านพระราชมารดา ประกอบกับการที่ฝรั่งเศสยึดแคว้นกัสโกญในปี 1337 สงครามยืดเยื้อมาถึงปี 1453 รวม 116 ปี โดยมีช่วงสงบสลับเป็นระยะ ไม่ได้รบต่อเนื่องตลอด อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Worldhistory
สงครามนโปเลียนสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด หลังนโปเลียนพ่ายแพ้ใน ยุทธการที่วอเตอร์ลู และถูกเนรเทศไปยังเกาะเซนต์เฮเลนากลางมหาสมุทรแอตแลนติกจนเสียชีวิต ส่งผลให้มหาอำนาจยุโรปร่วมจัดระเบียบโลกใหม่ผ่าน การประชุมแห่งเวียนนา เพื่อฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ จัดดุลอำนาจ และสร้างยุคสันติภาพในยุโรป
สงครามฝิ่น จีนแพ้เพราะ อังกฤษมีกำลังรบทางเรือ และเทคโนโลยีเหนือกว่า เช่น เรือเหล็กกลไฟ “เนเมซิส” ซึ่งใช้ได้ผลดีในน่านน้ำจีน เมื่ออังกฤษยึดเมืองหนานจิงได้ ราชวงศ์ชิงจึงต้องเจรจา และลงนามสนธิสัญญานานกิง ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษจนอยู่ช่วงหนึ่ง
ตัวเลขที่ใช้กันมานานคือราว 620,000 คน แต่งานวิจัยของ เจ. เดวิด แฮกเกอร์ ล่าสุดประเมินว่าอาจสูงถึงราว 750,000 คน (ช่วง 650,000–850,000) แต่ประมาณการใหม่นั้นได้รวมพลเรือนและครอบคลุมช่วงปี 1860–1870 เข้าไปด้วยจึงทำให้ตัวเลขพุ่งสูงและค่อนข้างกว้าง
อย่างไรก็ตาม American Battlefield Trust ยังคงใช้ตัวเลข 620,000 เฉพาะทหารที่เสียชีวิตในสงครามกลางเมืองปี 1861–1865 ต่อไป (2012-11-16) [2]
สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้น จากชนวนเหตุการณ์ลอบสังหาร อาร์ชดยุกฟรันซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทแห่งออสเตรีย-ฮังการี โดยกลุ่มชาตินิยมเซิร์บ เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนความตึงเครียดเดิมในยุโรป ทั้งการสั่งสมกำลังทหาร การแย่งชิงอาณานิคม และแรงกดดันทางชาตินิยม จนทำให้ระบบพันธมิตรมหาอำนาจ ดึงประเทศต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตรเข้าสู่สงครามเป็นวงกว้าง
สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง หลังเยอรมนียอมจำนนในยุโรป ตามด้วยการที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณู ใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ จนบีบให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการ ในเวลาต่อมา นำไปสู่การจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ และการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจ ยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต
สงครามเย็น เกิดขึ้น จากความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ และดุลอำนาจหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยนำโดย สหรัฐอเมริกา และค่ายคอมมิวนิสต์นำโดย สหภาพโซเวียต เนื่องจากทั้งคู่ต่างหวาดระแวง เรื่องการขยายอิทธิพลของอีกฝ่าย จึงระเบิดเป็นศึกการแข่งขันทางอาวุธ เทคโนโลยี อวกาศ และสงครามตัวแทน โดยไม่มีการปะทะกันโดยตรง
สหรัฐฯ ถอนตัวเพราะ ต้องเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจากประชาชนในประเทศ รวมถึงความสูญเสียทั้งชีวิตทหาร และงบประมาณที่สูงลิ่ว โดยไร้แนวโน้มว่าจะชนะ ประกอบกับยุทธศาสตร์ยิงแล้วซุ่มโจมตีของเวียดกง (Viet Cong) หรือ แนวร่วมปลดปล่อยชาติเวียดนามใต้
และสภาพภูมิประเทศที่สับหลีกการรบสมัยใหม่ บีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อถอนกำลังกลับประเทศ

สงครามในประวัติศาสตร์ มักเกิดจากการแย่งอำนาจ ความเชื่อ ผลประโยชน์ทางการค้า หรือความหวาดระแวงระหว่างชาติมหาอำนาจ ส่วนจุดจบมักมาจากการพ่ายแพ้ทางทหาร การเจรจา หรือแรงกดดันจากประชาชน การรู้ที่มาและบทเรียนของแต่ละเหตุการณ์ จะช่วยให้เข้าใจความขัดแย้งในปัจจุบันได้ดีขึ้น

