ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ของสงครามการค้า เกิดขึ้นได้หรือไม่

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ของสงครามการค้า

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ของสงครามการค้า สามารถเกิดซ้ำรอยได้ เพราะแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และชาตินิยมทางการค้า ยังคงขับเคลื่อนด้วยตรรกะเดิมเสมอ แม้บริบทและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปก็ตาม

ถาม-ตอบสงครามการค้าในอดีตเชื่อมโยงปัจจุบันยังไง?

สงครามการค้าในอดีต เชื่อมโยงถึงปัจจุบันผ่านการใช้ภาษีนำเข้า เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็มักจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก และเพิ่มภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย

สงครามการค้าคืออะไร?

สงครามการค้า คือสถานการณ์ที่สองประเทศคู่ค้า ตอบโต้กันด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การปรับขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ และเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

สงครามการค้าสำคัญในประวัติศาสตร์มีอะไรบ้าง?

สงครามการค้าที่สำคัญในประวัติศาสตร์ และเป็นที่ประจักษ์เลยก็คือ Smoot-Hawley Tariff Act ของอเมริกาที่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทสูงถึง 40-60% แต่สุดท้ายก็เหมือนดาบสองคม เพราะประเทศต่าง ๆ ต่อต้านนโยบายดังกล่าว ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจากอเมริกาเสียเอง

ทำให้สินค้าในอเมริกามีมูลค่าสูงขึ้น (4 เมษายน 2025) [1] นอกจากนี้ก็ยังมีสงครามการค้าอื่น ๆ เช่น สงครามฝิ่น สงครามการค้าจีนกับอเมริกา และความขัดแย้งทางการค้าของอเมริกากับญี่ปุ่น ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ทางการค้า

สงครามการค้าอเมริกา-จีนส่งผลกระทบมากแค่ไหน?

สงครามการค้าอเมริกาและจีน ส่งผลกระทบสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยทำให้ห่วงโซ่การผลิตเกิดการย้ายฐาน รัฐบาลและผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และเกิดความผันผวน ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่ออเมริกาตั้งภาษีขั้นต่ำ 10%

และเก็บภาษีเพิ่มจากประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปและจีน ซึ่งผลกระทบของสงครามการค้านี้คือ อาจทำให้ GDP โลกหดตัวลงมากถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือ -0.43% ซึ่งก็คือสงครามนี้ ไม่มีผู้ชนะอยู่ที่ว่าใครจะอึดกว่าใคร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Finnomena

สงครามการค้าซ้ำรอยเกิดขึ้นจากเหตุผลใด?

มักเกิดจากความไม่สมดุลทางการค้า แรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และความต้องการปกป้องอุตสาหกรรม หรือความมั่นคงทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นซ้ำในทุกยุคสมัย

มาตรการภาษีนำเข้าในอดีตให้บทเรียนอะไรบ้าง?

ตัวอย่างบทเรียนจาก Smoot-Hawley Tariff Act คือการตั้งกำแพงภาษีฝ่ายเดียว มักนำไปสู่การตอบโต้จากประเทศคู่ค้า และสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่าย มากกว่าจะปกป้องเศรษฐกิจ ในประเทศตามที่ตั้งใจไว้

สงครามการค้าเคยนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกกี่ครั้ง?

สงครามการค้าเคยนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุด 1 ครั้ง คือ สงครามการค้าจากกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศทั่วโลกหดตัวลงถึง 66% ระหว่างปี 1929-1934 และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ให้รุนแรงขึ้นจนกลายเป็น สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา ถือเป็นวิกฤตระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับสงครามการค้า อย่างชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ (8 เมษายน 2025) [2]

ทำไมประเทศมหาอำนาจยังคงใช้นโยบายกีดกันการค้า?

เพราะมาตรการภาษี มักถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง และปกป้องฐานเสียงในประเทศ แม้จะรู้ถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตก็ตาม

สงครามการค้ารอบใหม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่?

มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากมาตรการภาษีของอเมริกา ที่ประกาศใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ซึ่งไทยเองก็ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราใหม่ที่ 19–20% ภายใต้ข้อตกลงปี 2025 ส่วนประเทศที่เกินดุล เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในสหภาพยุโรป

ต้องเสียภาษีราว 15% และกลุ่มที่เผชิญกับภาษีหนักสุดในอัตรา 50% คือจีน นอกจากนี้ยังมีประเทศที่ถูกลงโทษด้วยเหตุผลทางการเมืองด้วย ได้แก่ บราซิลที่ดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร และ อินเดียที่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย อ่านเพิ่มเติมต่อได้ที่ Tdri

ประเทศและธุรกิจควรรับมือความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างไร?

ควรกระจายตลาดส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน ไม่ให้พึ่งพาประเทศเดียว ติดตามนโยบายภาษีอย่างใกล้ชิด และเพิ่มขีดความสามารถการผลิตในประเทศ เพื่อไม่ให้เป็นเพียงจุดผ่านสินค้า ซึ่งเสี่ยงถูกลงโทษด้านภาษีเพิ่มเติม

สรุป สงครามการค้าจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกไหม?

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ของสงครามการค้า

ยังมีความเสี่ยงว่าจะซ้ำรอย และบทเรียนจาก Smoot-Hawley Tariff Act แสดงให้เห็นว่า นโยบายกีดกันทางการค้าฝ่ายเดียว มักจบลงด้วยการตอบโต้ ที่สร้างความเสียหายร่วมกัน สถานการณ์สงครามการค้าอเมริกา-จีน และมาตรการภาษีทั่วโลกในปี 2025 สะท้อนแนวโน้มที่คล้ายอดีต แม้บริบทเศรษฐกิจโลก ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น อาจทำให้ผลกระทบและทางออกแตกต่างไปจากเดิมบ้างก็ตาม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง