
รวมถาม-ตอบ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ของสงครามการค้า
- Blackcat
- 138 views

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ของสงครามการค้า ซ้ำรอยในแง่ของรูปแบบคือ การขึ้นภาษี การตอบโต้ การค้าหดตัว แล้วกลับสู่โต๊ะเจรจา แต่ไม่ได้ซ้ำทุกด้าน เพราะปัจจุบัน มีกติกาการค้าโลก และช่องทางเจรจารองรับมากกว่าในอดีต
สงครามการค้า คือภาวะที่ประเทศคู่ค้า แข่งกันขึ้นภาษีนำเข้า หรือตั้งข้อจำกัดทางการค้าใส่กัน มักเริ่มจากเจตนาในการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่เมื่อถูกตอบโต้ ต้นทุนก็มักไหลกลับมาที่ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคของประเทศนั้นเอง
ซ้ำที่ลำดับเหตุการณ์ คือประเทศหนึ่งขึ้นภาษี เพื่อปกป้องผู้ผลิตของตน และคู่ค้าโต้กลับ ทำให้การค้าหดตัว แล้วจึงต้องกลับมาเจรจากันใหม่
เพราะแรงกดดันทางการเมือง และเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์คล้ายกัน คือเริ่มจากการปกป้องเกษตรกรและภาคการผลิต ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงผลเสีย แต่นโยบายก็ยังคงเดินหน้า ทำให้ Smoot-Hawley ถูกนำมาเทียบกับการขึ้นภาษีรอบล่าสุดอยู่บ่อยครั้ง
ถึงขั้นที่สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา เสนอร่างมติ ให้ใช้วาระครบรอบ 95 ปีของกฎหมายนี้ทบทวนบทเรียนอีกครั้ง อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Congress
ที่มักถูกอ้างถึง คือกฎหมาย Smoot-Hawley ปี 1930, “สงครามไก่” สหรัฐฯ-ยุโรป ปี 1962, ข้อพิพาทการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นในทศวรรษ 1980 และมาตรการภาษีเหล็กของสหรัฐฯ ปี 2002 โดยกรณีแรกนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก มองว่าเป็นตัวจุดสงครามการค้า ที่ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด (2018-08-28) [1]
ตัวเลขที่อ้างกันแพร่หลาย คือภาษีสินค้านำเข้ากว่า 20,000 รายการ ซึ่งการประกาศใช้รัฐบัญญัติดังกล่าว นำมาซึ่งสงครามการค้า ส่งผลให้การค้าโลกลดลงถึง 65% เลยทีเดียว (2021-01-31) [2]
ลดลงราว 66% ระหว่างปี 1929 ถึง 1934 ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แต่ตัวเลขนี้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั้งโลก ไม่ได้เกิดจากกฎหมายฉบับเดียว นักวิชาการจึงยังถกเถียงว่าภาษีนี้มีส่วนมากเพียงใด อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Zupports
เริ่มในปี 2018 โดยวันที่ 6 กรกฎาคม สหรัฐอเมริกา เริ่มเก็บภาษี 25% กับสินค้าจีนมูลค่าราว 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนตอบโต้ในวันเดียวกันด้วยอัตราและมูลค่าเท่ากัน (2022-05-15) [3]
สงครามการค้ารอบล่าสุด มีจุดร่วมกับในอดีตคือ การใช้นโยบายปกป้องการค้า เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศ การตอบโต้ด้วยภาษี และมาตรการกีดกันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” รวมถึงการเป็นเครื่องมือการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นมหาอำนาจคู่แข่ง ซึ่งส่งผลกระทบให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วน และต้นทุนสินค้าสูงขึ้นเหมือนกันทุกยุคสมัย
ผู้ได้ประโยชน์มักจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรม ที่ได้รับความคุ้มครองโดยตรง ส่วนผู้เสียหายหลัก คือผู้นำเข้าและผู้บริโภคในประเทศที่ขึ้นภาษี รวมถึงผู้ส่งออกที่ถูกตอบโต้
กระทบโดยตรงผ่านภาษีสหรัฐฯ ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2026 สินค้าไทยส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% เนื่องจากการหารือในครั้งก่อนไทยได้รับการยกเว้นภาษีแล้วรวม 2,120 รายการ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nationthailand
บทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ เพื่อป้องกันสงครามการค้าซ้ำรอย คือการตระหนักว่ากำแพงภาษี ไม่มีผู้ชนะและยิ่งซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจ ทุกประเทศจึงต้องหันมารักษา และปฏิบัติตามกติกากลางขององค์กรพหุภาคี (เช่น WTO) ควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้าง
และพัฒนาทักษะแรงงานภายในประเทศ แทนการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า หรืออ้างความมั่นคงเพื่อกีดกันคู่แข่ง

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยของสงครามการค้าสะท้อนว่า แม้การตั้งกำแพงภาษี จะเกิดจากความต้องการปกป้องเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน แต่สุดท้ายก็มักจบลงด้วยการค้าโลกที่หดตัว และสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค บทเรียนจากอดีต จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจา การเคารพกติกาพหุภาคีและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในเพื่อความยั่งยืน

