
เจาะลึก บอลโลก 2026 สร้างรายได้ให้เจ้าภาพเท่าไร
- Wynn
- 74 views

บอลโลก 2026 สร้างรายได้ให้เจ้าภาพเท่าไร คำตอบคือ มีการประเมินว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ 3 ประเทศเจ้าภาพรวมประมาณ 9–9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9–3 แสนล้านบาท โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน อาหาร และภาคบริการ
ฟุตบอลโลก 2026 มีการประเมินว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับ 3 ประเทศเจ้าภาพรวมประมาณ 9–9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.92–2.99 แสนล้านบาท ตลอดช่วงการแข่งขันราว 6 สัปดาห์ โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน (21 มิถุนายน 2026) [1]
สิ่งที่น่าสนใจคือ เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่ได้เกิดจากการขายตั๋วฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวตามการเดินทางของแฟนบอลนับล้านคน ซึ่งช่วยให้ภาคบริการเติบโตพร้อมกันหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ระบบขนส่ง ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกในเมืองเจ้าภาพ
ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งคำนวณจากเม็ดเงินที่คาดว่าจะหมุนเวียนเข้าสู่ภูมิภาคอเมริกาเหนือระหว่างการแข่งขัน โดยเฉพาะรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาชมฟุตบอลโลก รวมถึงการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศเจ้าภาพเอง
การแข่งขันครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมในสนามรวมประมาณ 6.5 ล้านคน และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2.6 ล้านคน จึงทำให้ภาคการท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเม็ดเงินทั้งหมด มากกว่ารายได้จากการแข่งขันฟุตบอลโดยตรง (21 มิถุนายน 2026) [2]
หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2026 จะพบว่าตัวเลขผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกันพอสมควร เพราะแต่ละสำนักใช้วิธีคำนวณไม่เหมือนกัน
บางแห่งประเมินเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ 3 ประเทศเจ้าภาพ จึงได้ตัวเลขประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บางรายงานคำนวณผลกระทบต่อ เศรษฐกิจโลกทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการค้า การท่องเที่ยว การโฆษณา การถ่ายทอดสด และการจ้างงาน จึงทำให้ตัวเลขสูงกว่าหลายเท่า
ดังนั้น เมื่อเห็นตัวเลขที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการดูว่าเป็นการประเมินในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับเศรษฐกิจโลก เพราะแต่ละกรอบการวิเคราะห์มีขอบเขตไม่เหมือนกัน
เหตุผลสำคัญที่ฟุตบอลโลก 2026 ถูกคาดว่าจะสร้างรายได้สูงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากราคาตั๋วที่แพงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขยายขนาดการแข่งขันเกือบทุกด้าน
จากเดิมที่มี 32 ทีม เพิ่มเป็น 48 ทีม จำนวนแมตช์เพิ่มจาก 64 นัดเป็น 104 นัด และกระจายการแข่งขันไปยัง 16 เมืองใน 3 ประเทศ ส่งผลให้ระยะเวลาการแข่งขันยาวขึ้น มีแฟนบอลเดินทางมากขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่
เมื่อการแข่งขันกินเวลาหลายสัปดาห์ เมืองเจ้าภาพจึงไม่ได้รับประโยชน์เฉพาะวันที่มีการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังได้รับอานิสงส์จากการเข้าพักของนักท่องเที่ยว การเดินทางระหว่างเมือง การจับจ่ายซื้อสินค้า และการใช้บริการด้านความบันเทิงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ฟุตบอลโลก 2026 ถูกมองว่าเป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา แต่เป็นอีเวนต์ระดับโลกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคบริการในวงกว้าง
ภาคการท่องเที่ยวและบริการ เพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างฟุตบอลโลกไม่ได้มาจากการแข่งขันโดยตรง แต่มาจากการใช้จ่ายของแฟนบอลที่เดินทางเข้าชมการแข่งขันในแต่ละเมือง ตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าเดินทาง อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงกิจกรรมท่องเที่ยวและการจับจ่ายซื้อสินค้า
มีการประเมินว่าการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจคิดเป็นมูลค่าราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดของเม็ดเงินทั้งหมดที่ฟุตบอลโลก 2026 คาดว่าจะสร้างขึ้น
โรงแรมเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด เพราะแฟนบอลจำนวนมากต้องเดินทางข้ามประเทศและพักค้างคืนหลายวัน โดยเฉพาะเมืองเจ้าภาพที่จัดการแข่งขันหลายแมตช์ติดต่อกัน
หลายสำนักประเมินว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรมในบางเมืองอาจสูงถึง 90–95% ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารราคาห้องพักได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันที่พักทางเลือก เช่น บ้านพักระยะสั้นและอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ก็มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเมื่อโรงแรมเริ่มเต็ม
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกเมือง เมืองที่มีสนามแข่งขัน สนามบินนานาชาติ ระบบขนส่งสะดวก และแหล่งท่องเที่ยวครบถ้วน มักได้รับความต้องการสูงกว่าเมืองที่มีการแข่งขันเพียงไม่กี่นัด
เมื่อแฟนบอลหลายล้านคนเดินทางเข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือ ความต้องการใช้บริการสายการบิน รถไฟ รถโดยสาร และรถเช่าจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากเที่ยวบินระหว่างประเทศแล้ว การเดินทางภายในประเทศเจ้าภาพก็มีบทบาทสำคัญ
เพราะการแข่งขันกระจายอยู่ถึง 16 เมือง ทำให้แฟนบอลจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางตามทีมโปรดจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์ ในช่วงที่ความต้องการเดินทางสูง แต่กำลังการให้บริการยังมีข้อจำกัด ผู้ประกอบการจึงมีโอกาสบริหารราคาและเพิ่มรายได้ต่อเที่ยวบินได้ดีกว่าช่วงเวลาปกติ
ทุกครั้งที่มีการแข่งขัน แฟนบอลไม่ได้ใช้เวลาอยู่เฉพาะในสนาม แต่ยังใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในเมืองเจ้าภาพ ด้วยเหตุนี้ เม็ดเงินจำนวนมากจึงไหลเข้าสู่ธุรกิจบริการรายย่อยควบคู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการจัด Fan Festival หรือโซนกิจกรรมสำหรับแฟนบอล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายตลอดทั้งวัน ไม่ใช่เฉพาะช่วงเวลาแข่งขัน แม้ธุรกิจท้องถิ่นจำนวนมากจะได้รับอานิสงส์ แต่ผลประโยชน์ก็ยังขึ้นอยู่กับทำเล ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว และระยะเวลาที่ผู้ชมพักอยู่ในแต่ละเมือง
ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนต์ทั่วโลก การแข่งขันที่มีจำนวนแมตช์มากขึ้น ทำให้ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมีคอนเทนต์เพิ่มขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มสตรีมมิง ผู้ให้บริการโฆษณาดิจิทัล และผู้ผลิตคอนเทนต์กีฬาก็มีโอกาสสร้างรายได้จากจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แนวโน้มที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการรับชมกำลังเปลี่ยนจากโทรทัศน์แบบดั้งเดิมไปสู่การรับชมผ่านมือถือ แท็บเล็ต และแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันครั้งนี้ถูกจับตามองว่าอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจสื่อกีฬาในอนาคต
แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนระดับหลายแสนล้านบาท แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับเห็นตรงกันว่า ผลต่อ GDP ของประเทศเจ้าภาพไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก สาเหตุสำคัญคือ เม็ดเงินที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างการแข่งขัน
เมื่อทัวร์นาเมนต์จบลง การเดินทางและการบริโภคก็กลับเข้าสู่ระดับปกติ ทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ได้ต่อเนื่องเหมือนการลงทุนระยะยาวด้านอุตสาหกรรมหรือโครงสร้างพื้นฐาน
นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า ฟุตบอลโลกสร้างสิ่งที่เรียกว่า แรงกระตุ้นด้านอุปสงค์ระยะสั้น (Short-term Demand Shock) กล่าวคือ ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวถาวรหลังการแข่งขันสิ้นสุด
ยกตัวอย่าง โรงแรมอาจมีอัตราการเข้าพักสูงมากในเดือนแข่งขัน แต่หลังจากนั้นระดับการเข้าพักก็อาจกลับสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับสายการบิน ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ ที่ได้รับอานิสงส์เพียงชั่วคราว
แม้จะร่วมเป็นเจ้าภาพเดียวกัน แต่ผลทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่ได้เท่ากัน มีการประเมินว่า สหรัฐอเมริกา จะได้รับเม็ดเงินรวมมากที่สุด เนื่องจากเป็นเจ้าภาพการแข่งขันส่วนใหญ่ของทัวร์นาเมนต์ แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ผลต่อ GDP เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.1%
ในทางกลับกัน เม็กซิโก และ แคนาดา แม้จะได้รับเม็ดเงินรวมต่ำกว่า แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ผลกระทบเชิงสัดส่วนกลับสูงกว่า โดยคาดว่า GDP จะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ฟุตบอลโลกสามารถสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้จริง แต่ไม่ได้มากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการและเมืองเจ้าภาพเป็นหลัก
ที่มา: ฟุตบอลโลก 2026: เงินสะพัดมหาศาล แต่ผลประโยชน์กระจุกตัว ต้นทุนตกอยู่กับชุมชนเจ้าภาพ (17 มิถุนายน 2026) [3]
ไม่เท่ากัน แม้ทั้ง 16 เมืองจะอยู่ภายใต้ฟุตบอลโลก 2026 เหมือนกัน แต่ระดับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งจำนวนแมตช์ที่ได้รับ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว และระยะเวลาที่แฟนบอลพักอยู่ในพื้นที่
เมืองที่มีสนามแข่งขันหลายแห่ง สนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ ระบบขนส่งสะดวก และแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก มักดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานและใช้จ่ายมากกว่า ส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่ได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน เมืองที่เป็นเจ้าภาพเพียงไม่กี่นัด หรือมีข้อจำกัดด้านที่พักและการเดินทาง อาจได้รับประโยชน์น้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หลายรายงานกล่าวถึง คือ ความพร้อมของเมืองเจ้าภาพ เมืองที่มีสนามบินรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ โรงแรมจำนวนมาก ระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม และประสบการณ์จัดอีเวนต์ระดับโลกอยู่แล้ว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มีประสิทธิภาพกว่า
ทำให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน นอกจากนี้ เมืองที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยังมีโอกาสเปลี่ยนผู้ชมฟุตบอลให้กลายเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ภาคบริการได้มากกว่าการจัดการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
แม้การเป็นเมืองเจ้าภาพจะช่วยสร้างชื่อเสียงในระดับโลก แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนจำนวนไม่น้อย เทศบาลและหน่วยงานท้องถิ่นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัย การจัดการจราจร ระบบขนส่ง การปิดถนน การดูแลพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
หากจำนวนผู้มาเยือนไม่เป็นไปตามที่คาด หรือเม็ดเงินกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก เมืองเจ้าภาพบางแห่งอาจไม่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุนไป
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ ราคาตั๋วฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่งขัน แม้ราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างรายได้จากการแข่งขัน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แฟนบอลจำนวนหนึ่งอาจตัดสินใจลดวันพัก ลดการใช้จ่ายด้านอื่น หรือเลือกชมผ่านการถ่ายทอดสดแทนการเดินทางเข้าสนาม จึงกล่าวได้ว่า ราคาตั๋วที่สูงขึ้นมีทั้งด้านบวกและด้านลบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ฟุตบอลโลกครั้งนี้นำระบบ Dynamic Pricing มาใช้กับตั๋วบางประเภท ซึ่งเป็นการปรับราคาตามความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ เมื่อความต้องการซื้อตั๋วเพิ่มขึ้น ราคาก็สามารถปรับสูงขึ้นได้ทันที แตกต่างจากการกำหนดราคาคงที่แบบการแข่งขันหลายครั้งที่ผ่านมา
ระบบดังกล่าว ช่วยเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายตั๋ว แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำให้แฟนบอลทั่วไปเข้าถึงการแข่งขันได้ยากขึ้น โดยเฉพาะรอบสำคัญที่มีความต้องการสูง
ไม่ได้มีเพียงราคาตั๋วเท่านั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เมื่อแฟนบอลหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเจ้าภาพพร้อมกัน ความต้องการที่พักและบริการต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในหลายพื้นที่ ราคาห้องพักปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเดินทางและบริการบางประเภทก็มีแนวโน้มสูงกว่าช่วงเวลาปกติ ส่งผลให้ต้นทุนของผู้เดินทางเพิ่มขึ้นตลอดทริป
แม้สถานการณ์ดังกล่าว จะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ แต่ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้กับความสามารถในการเข้าถึงของแฟนบอล
เวลาพูดถึงฟุตบอลโลก คนส่วนใหญ่มักนึกถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวและเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองเจ้าภาพก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากเช่นกัน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะการเตรียมสนามแข่งขัน แต่ยังรวมถึงด้านอื่นๆ อาทิเช่น
ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย จึงมองว่าการประเมินผลตอบแทนของฟุตบอลโลก ควรพิจารณาทั้ง “รายได้” และ “ต้นทุน” ไปพร้อมกัน
จุดแตกต่างสำคัญของฟุตบอลโลก 2026 คือ การใช้สนามกีฬาที่มีอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ ต่างจากเจ้าภาพบางประเทศในอดีตที่ต้องลงทุนสร้างสนามใหม่จำนวนมาก จนเกิดปัญหาสนามถูกใช้งานน้อยหลังจบการแข่งขัน การใช้สนามเดิมช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนระยะยาว และลดโอกาสเกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “สนามช้างเผือก” ซึ่งหมายถึงโครงการที่ใช้งบประมาณสูง แต่สร้างผลตอบแทนหลังการแข่งขันได้ไม่คุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ต้องสร้างสนามใหม่จำนวนมาก แต่เจ้าภาพยังคงต้องลงทุนในการปรับปรุงสนาม ระบบรักษาความปลอดภัย เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกให้เป็นไปตามมาตรฐานของ FIFA จึงยังมีต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่จำนวนมาก
เหตุผลที่หลายฝ่ายติดตามต้นทุนของฟุตบอลโลก 2026 อย่างใกล้ชิด เป็นเพราะบทเรียนจากเจ้าภาพในอดีต ฟุตบอลโลกบางครั้งสร้างเม็ดเงินมหาศาลจริง แต่หลายประเทศก็เผชิญปัญหางบประมาณบานปลาย การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกใช้งานต่ำหลังการแข่งขันสิ้นสุด
แม้สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก จะมีความพร้อมด้านสนามกีฬาและระบบคมนาคมมากกว่าหลายประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงหรือไม่
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นประเทศเจ้าภาพ แต่ฟุตบอลโลก 2026 ก็ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง ทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภค การท่องเที่ยว ธุรกิจร้านอาหาร สินค้ากีฬา รวมถึงธุรกิจสื่อและการถ่ายทอดสด
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยแตกต่างจากประเทศเจ้าภาพอย่างชัดเจน เพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคภายในประเทศ มากกว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาชมการแข่งขัน
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองก่อนการแข่งขันคือ การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์มองว่า หากประชาชนสามารถเข้าถึงการรับชมได้ง่าย ย่อมช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม การรวมตัวชมการแข่งขัน การสมัครแพ็กเกจรับชม หรือการซื้อสินค้าที่ระลึก
ในทางกลับกัน หากการเข้าถึงการแข่งขันมีข้อจำกัด ความคึกคักทางเศรษฐกิจบางส่วนก็อาจลดลงตามไปด้วย เพราะจำนวนผู้ติดตามการแข่งขันและการจับจ่ายที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มลดลง
อีกแนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ วิธีรับชมฟุตบอลของแฟนบอลกำลังเปลี่ยนไป ปัจจุบันผู้ชมจำนวนมากเลือกติดตามการแข่งขันผ่านสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และแพลตฟอร์มสตรีมมิงมากขึ้น เนื่องจากรับชมได้ทุกสถานที่และสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคดิจิทัล
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสด ผู้ผลิตคอนเทนต์กีฬา และผู้ลงโฆษณา ต้องวางกลยุทธ์แบบหลายแพลตฟอร์ม ไม่ได้พึ่งพาโทรทัศน์เพียงช่องทางเดียวเหมือนในอดีต
เมื่อมองภาพรวมของฟุตบอลโลก 2026 จะพบว่า “เม็ดเงินสะพัด” และ “ผู้ได้รับประโยชน์” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้การแข่งขันจะสร้างการใช้จ่ายระดับหลายแสนล้านบาท แต่รายได้กลับกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางพื้นที่เป็นหลัก
โดยเฉพาะเมืองที่มีการแข่งขัน ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน และผู้ให้บริการด้านความบันเทิง ในขณะที่บางเมืองอาจได้รับผลบวกเพียงเล็กน้อย หรือยังต้องรับภาระต้นทุนด้านสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และการบริหารจัดการฝูงชน ซึ่งไม่ได้ถูกชดเชยด้วยรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ การคิดว่าเม็ดเงินทั้งหมดจากฟุตบอลโลกตกอยู่กับประเทศเจ้าภาพ ในความเป็นจริง รายได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ระดับโลก สิทธิ์ทางการตลาด และสินค้าลิขสิทธิ์ ส่วนใหญ่เป็นรายได้ของ FIFA ขณะที่ประเทศและเมืองเจ้าภาพได้รับประโยชน์ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น
จึงอาจกล่าวได้ว่า เจ้าภาพไม่ได้รับเงินจากฟุตบอลโลกโดยตรงทั้งหมด แต่ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการที่มีผู้คนเดินทางเข้ามาใช้จ่ายภายในประเทศ
ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากไม่ได้ประเมินความคุ้มค่าของการเป็นเจ้าภาพจากตัวเลขรายได้เพียงด้านเดียว สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน ได้แก่ ความคุ้มค่าของการลงทุน ผลตอบแทนหลังการแข่งขัน การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ หากเมืองเจ้าภาพสามารถต่อยอดการท่องเที่ยว ดึงดูดการลงทุน และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุงต่อไปได้ ผลตอบแทนของฟุตบอลโลกก็อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังเสียงนกหวีดนัดชิงชนะเลิศสิ้นสุดลง

บอลโลก 2026 มีการประเมินว่า จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก รวมประมาณ 9–9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9–3 แสนล้านบาท โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของแฟนบอลหลายล้านคน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกเมืองหรือทุกภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน เพราะผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย ระบบขนส่ง และการจัดการการแข่งขันจำนวนไม่น้อย
สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลโลก 2026 จึงสะท้อนให้เห็นว่า มหกรรมกีฬาระดับโลกสามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลได้จริง แต่ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่หมุนเวียนเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนรายได้ระยะสั้นให้กลายเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งต่อเมือง เจ้าของธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ด้วย
เจ้าภาพได้ประโยชน์จากเม็ดเงินด้านท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน และบริการที่เพิ่มขึ้น พร้อมสร้างภาพลักษณ์ประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการแข่งขัน แม้ผลระยะยาวจะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
มีการประเมินว่า ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ราว 824,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมภาคท่องเที่ยว บริการ ขนส่ง ก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ฟุตบอลโลก 2026 คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 2.6 ล้านคน เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร และการเดินทาง
คาดว่าจะมีผู้ชมในสนามรวมประมาณ 6.5 ล้านคน ตลอดการแข่งขัน 104 นัด สูงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา จากการเพิ่มจำนวนทีม เมืองเจ้าภาพ และแมตช์แข่งขัน

