
วิเคราะห์ นักลงทุนรุ่นเก่า vs นักลงทุนรุ่นใหม่
- MY Kismet
- 45 views

นักลงทุนรุ่นเก่า vs นักลงทุนรุ่นใหม่ บอกเลยว่าเป็น 2 ช่วงอายุที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งวิธีคิด หลักการคิด และขั้นตอนการปฏิบัติ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้วย วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ความแตกต่างของนักลงทุนทั้ง 2 รุ่นนี้กัน
นักลงทุนทั้ง 2 รุ่น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องช่วงอายุ โดยที่นักลงทุนรุ่นใหม่ จะเริ่มกันตั้งแต่เจน Y เป็นกลุ่มคนที่มีอายุไม่เกิน 30-45 ปี และกลุ่มเด็กเจน Z ที่มีอายุน้อยกว่า 23 ปี คนกลุ่มนี้ถือเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ โดยที่นักลงทุนรุ่นเก่าจะอยู่ที่เจน X ซึ่งมีอายุระหว่าง 42-56 ปี (23 พฤศจิกายน 2021) [1]
นักลงทุนรุ่นเก่าเน้นใช้ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลเชิงลึก เช่น รายงานประจำปี งบประมาณประจำไตรมาส เป็นต้น ส่วนนักลงทุนรุ่นใหม่ ชอบข้อมูลเรียลไทม์ และชอบข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นโอกาสทำกำไรได้ หรือที่เรียกว่าเป็นการลงทุนตามกระแส
นักลงทุนรุ่นก่อน เน้นการลงทุนปัจจัยพื้นฐาน และต้องเป็นบริษัทที่มีตัวตนจริง ผลงานของบริษัทต้องมีคุณภาพ และสามารถเติบโตได้ในระยะยาว ต่างจากนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่เน้นการลงทุนไปที่หุ้นเติบโต เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นนวัตกรรม และสกุลเงินดิจิทัล
นักลงทุนรุ่นเก่าเลือกการกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าลดผลกระทบระยะยาวได้ นอกจากนี้ยังเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติมด้วย เช่น ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาล ในมุมของนักลงทุนรุ่นใหม่ เลือกใช้การจำกัดความเสียหาย เป็นวิธีการใช้ Stop Loss และเทคนิคอื่นๆ เข้าช่วยเหลือ
นักลงทุนรุ่นก่อนมองเทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย ทั้งเรื่องการหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งส่วนที่เหลือนักลงทุนจะตัดสินใจเอง ต่างจากนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่มองว่าเทคโนโลยีเป็นตัวทำเงิน สามารถตัดสินใจแทนนักลงทุนได้ทั้งหมด เพราะมีฟังก์ชันการทำงานขั้นสูงแล้ว
สำหรับ Digital Portfolio นักลงทุนรุ่นก่อนมองว่า สิ่งนี้ช่วยเรื่องภาพรวมพอร์ต ช่วยให้นักลงทุนได้รับทราบข้อมูลและติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด คล้ายกันกับนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่มองว่าพื้นที่นี้เป็นระบบนิเวศส่วนตัว ที่แสดงผลงานการลงทุนอยู่ตลอดเวลา
นักลงทุนรุ่นก่อนมองว่าการลงทุนระยะยาว ต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี และอาศัยพลังดอกเบี้ยทบต้นเป็นเครื่องจักรเพิ่มมูลค่า ซึ่งต่างจากนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่กรอบช่วงเวลาเรื่องการลงทุนระยะยาวลดลง และมองว่าการลงทุนระยะยาวเป็นวัฏจักรเทรนด์เสียมากกว่า
ถ้าจะวัดกันที่โอกาส ตอบได้เลยว่านักลงทุนรุ่นใหม่มีโอกาสมากกว่า เพราะนักลงทุนรุ่นใหม่คุ้นชินกับนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยี สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ใหม่ได้ตลอดเวลา และยังมองเห็นโอกาสใหม่ผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วย เรียกได้ว่ามีแต้มต่ออยู่ไม่น้อย
นักลงทุนรุ่นใหม่จะรับมือกับโลกอนาคตได้เป็นอย่างดี เพราะเด็กรุ่นนี้จะเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง หากพิจารณาจากมูลค่าตลาดปัญญาประดิษฐ์ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า 3,497.3 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเข้าสู่ปี 2033 (16 มิถุนายน 2026) [2] เป็นตัวเลขที่สะท้อนการเติบโตได้เป็นอย่างดี

นักลงทุนรุ่นเก่า – นักลงทุนรุ่นใหม่ บอกได้เลยว่าเป็นความแตกต่างที่แยกกันชัดเจนมาก ทั้งวิธีคิด แนวทางการปฏิบัติ การจัดการความเสี่ยง มุมมองเรื่องเทคโนโลยีนักลงทุนทั้ง 2 รุ่น คิดไม่เหมือนกันและในอนาคตเราอาจจะได้เห็น ทฤษฎีการลงทุนใหม่ที่เกิดจากเด็กรุ่นใหม่ด้วย

