
เหล่านักลงทุน ทำไมต้องรู้ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
- Blackcat
- 43 views

ทำไมต้องรู้ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ การรู้ประวัติศาสตร์จะช่วยให้นักลงทุน เข้าใจวัฏจักรตลาด และพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งสามารถช่วยลดโอกาสการตัดสินใจผิดพลาดซ้ำรอยเดิม และรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีสติ
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจะช่วยให้นักลงทุน มองเห็นวัฏจักรของสินทรัพย์และพฤติกรรมฝูงชน ทำให้การประเมินความเสี่ยง และการจับจังหวะโอกาสในวิกฤตใหม่ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ คือการศึกษาวิวัฒนาการ ระบบ เหตุการณ์ และพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในอดีต เพื่อเข้าใจว่าปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลต่อการเติบโต และความมั่งคั่งของมนุษย์ในแต่ละยุคอย่างไร
ให้ความสำคัญอย่างมากทีเดียว เพราะประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ จะช่วยให้มองเห็นถึงโอกาสในจังหวะวิกฤต เช่น ช่วงโควิด-19 ที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยกว่า 50% ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า) ก่อนจะฟื้นตัวในเวลาต่อมา อ่านเพิ่มเติมต่อได้ที่ Setinvestnow
วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime Crisis) หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2008 สอนให้เห็นว่าตลาดสามารถฟื้นตัวได้แม้ร่วงหนัก โดยดัชนีหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 และปรับขึ้นต่อเนื่องนาน 9 ปี จนดัชนี SET ขึ้นถึง 3 เท่า และ S&P 500 ขึ้นราว 2.5 เท่า (7 กันยายน 2018) [1]
เสี่ยงตัดสินใจซื้อขายตามอารมณ์ หรือกระแสข่าว โดยไม่เข้าใจสัญญาณเตือน หรือรูปแบบวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ จนพลาดจังหวะลงทุน หรือขาดทุนหนักในช่วงตลาดผันผวน
นักลงทุนระดับโลกอย่าง จอร์จ โซรอส ใช้ความเข้าใจในวัฏจักรเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ทางการเงินในอดีตวิเคราะห์จังหวะทำกำไร จากความผันผวนของค่าเงิน จนกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญในวงการลงทุน
ซึ่งเฮดฟันด์ของเขาได้รับผลตอบแทนเป็นอันดับที่ 2 รองจาก เรย์ ดาลิโอ ทั้งในปี 2015 และ 2016 ซึ่งวัดจาก Net Gain หลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว แต่กว่าจะสำเร็จได้ขนาดนี้เขาก็พลาดบ่อยอยู่เหมือนกัน อ่านข้อมูลเพิ่มเติมต่อได้ที่ Finnomena
ตัวอย่างในวิกฤตซับไพรม์ หรือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2008 ราคาทองคำไทยพุ่งจากราว 15,000 บาท พุ่งสูงถึงประมาณบาทละ 27,000 บาท ตลอดช่วงปี 2008 – 2011 ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงหนัก ก่อนจะฟื้นตัวในปีถัดมา สะท้อนบทบาทของทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (20 มีนาคม 2024) [2]
ช่วยให้มองเห็นความคล้ายคลึง ระหว่างสถานการณ์ปัจจุบัน กับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ระดับหนี้ที่สูงขึ้นหรือภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ ทำให้ประเมินความเสี่ยงของตลาด ได้รอบด้านมากขึ้น
ควรเริ่มจากวิกฤตเศรษฐกิจสำคัญ ที่มีข้อมูลครบถ้วน เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง (Asian financial crisis 1997) หรือ วิกฤตซับไพรม์ 2008 (Subprime crisis) แล้วศึกษาสาเหตุ ผลกระทบ และการฟื้นตัว เพื่อนำมาปรับใช้ กับการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน

นักลงทุนต้องรู้เพราะประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ จะช่วยให้เข้าใจวัฏจักร สัญญาณเตือน และรูปแบบการฟื้นตัวของตลาด ทำให้นักลงทุน ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล มากกว่าตามอารมณ์ และสามารถใช้ช่วงวิกฤตเป็นโอกาสแทนความเสี่ยงได้

