
รวมถาม-ตอบ ซามูไรบูชิโด ตรงกับความจริงแค่ไหน
- Blackcat
- 53 views

ซามูไรบูชิโด ตรงกับความจริงแค่ไหน ตรงเพียงบางส่วน ซามูไรเป็นชนชั้นนักรบที่มีตัวตนจริง แต่ภาพ “นักรบผู้ยึดจรรยาบรรณเข้มงวด” ที่คนจำกันส่วนใหญ่มาจากภาพยนตร์ อนิเมะ และหนังสือยุคหลัง และหนังสือ บูชิโด ของ นิโตเบะ เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตก
ซามูไร คือชนชั้นนักรบของญี่ปุ่น ส่วน บูชิโด คือแนวคิดเรื่อง “วิถีนักรบ” ที่ผูกอยู่กับชนชั้นนี้ ซามูไรเองก็เปลี่ยนบทบาทไปตามยุค จากทหารรับใช้ในหัวเมือง เป็นขุนศึกศักดินา และกลายเป็นชนชั้นข้าราชการนักรบในที่สุด
ซามูไร ผงาดขึ้นเป็นชนชั้นปกครอง ในยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185–1333) ยุคนี้เริ่มต้นในปี 1185 เมื่อ มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ เอาชนะตระกูลไทระ ในสงครามเก็มเป และเป็นยุคที่ชนชั้นนักรบเติบโตขึ้น (2024-04-24) [1]
ไม่จริง บูชิโด ในรูปแบบแนวคิดเชิงจริยธรรม เติบโตขึ้นในยุคสงบของตระกูลโทกูงาวะ โดยได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อใหม่ ชินโต และเซน แนวคิดนี้ถูกวางรูปเป็นแบบแผนในสมัยเอโดะ เมื่อซามูไรแทบไม่มีสงครามให้ออกรบ
ในยุคเอโดะ ซามูไรไม่ได้สูญเสียสถานะใด ๆ แต่ถูกเปลี่ยนจาก “กองกำลังทหาร” ให้กลายเป็น “ชนชั้นปกครองและข้าราชการพนักงานรัฐ” ที่ใช้ปัญญา ความรู้ และการบริหารจัดการในการควบคุมสังคม แทนการใช้กำลังทหาร และอาวุธเหมือนในยุคเซ็นโกกุ (ยุคสงคราม)
ซามูไร ในยุคเอโดะ มีอยู่ราว ๆ 5-6% ของประชากรทั้งหมด 18 ล้านคนในปี ค.ศ. 1600 และไม่มีผู้หญิงเลย แม้ว่าจะมีชนชั้นนักรบหญิงที่แยกต่างหาก แต่ก็มีจำนวนที่น้อยมาก และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ออนนะ บูเกอิฉะ หรือ ‘สตรีผู้มีทักษะการต่อสู้ (2019-07-05) [2]
ปี ค.ศ. 1716 ทาชิโระ สึรามาโตะ รวบรวมคำบอกเล่าของยามาโมโตะ สึเนโตโมะ ที่สนทนากันมานานถึง 7 ปี แล้วจัดเป็นหนังสือและตั้งชื่อว่า ฮากาคุเระ ในวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1716 ก่อนที่ ยามาโมโตะ ผู้เขียนจะเสียชีวิตลงด้วยอายุ 61 ปี ซึ่งเป็นช่วง 3 ปีหลังจากเขียนหนังสือเล่มนี้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Bestjudo
ไม่ได้ทั้งหมด หนังสือเล่มนี้คือมุมมองของอดีตข้ารับใช้แคว้นซากะคนเดียว และ ไม่ได้เป็นที่รู้จักกว้างขวางในช่วงหลายปีหลังเขาเสียชีวิต แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในยุคหลังมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้ผู้เขียนหนังสือและแนวคิดนี้ กลายเป็นหนึ่งในตัวแทนบูชิโดที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น
ไม่จริง เซ็ปปุกุ (Seppuku) ไม่ใช่หน้าที่ ที่ซามูไรทุกคนต้องทำ ในช่วงสงบสุขของยุคเอโดะ เซ็ปปุกุ ได้เปลี่ยนสภาพเป็นเพียงวิธีลงโทษอย่างหนึ่ง และ ซามูไรที่ถูกตัดสินโทษ และมียศเพียงพอมักได้รับอนุญาตให้จบชีวิตด้วยวิธีนี้ แทนการถูกตัดศีรษะอย่างอับอาย
ข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม เซ็ปปุกุ (Seppuku) คือ พิธีกรรมการปลิดชีพตนเอง ด้วยการคว้านท้องของชนชั้นซามูไรในประเทศญี่ปุ่น ทำขึ้นเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรี หรือแสดงความรับผิดชอบของซามูไรเมื่อทำผิดพลาด พ่ายแพ้ในสงคราม หรือต้องการแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำ อ่านข้อมูลอย่างละเอียดต่อได้ที่ Facebook
ไม่มีปีเดียวที่ชี้ขาด แต่มีช่วงปีที่แสดงถึงจุดจบของชนชั้นซามูไร โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1876 มีคำสั่งห้ามพกดาบและยกเลิกเงินเดือนสืบทอดทางสายเลือด นำไปสู่การก่อการประท้วงครั้งใหญ่ของอดีตซามูไร ซึ่งบานปลายกลายเป็น “กบฏซัตสึมะ” (Satsuma Rebellion) ใน ค.ศ. 1877
นำโดย ไซโง ทากาโมริ แต่ฝ่ายกบฏซามูไรก็พ่ายแพ้ต่อรัฐบาล ส่งผลให้บทบาทของซามูไรในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมจิในปี ค.ศ. 1889 (2018-11-29) [3]
ทำให้บูชิโดกลายเป็น “จิตวิญญาณของญี่ปุ่น” ในสายตาชาวโลก นิโตเบะ บรรยายบูชิโดว่าเป็นหลักจริยธรรมของซามูไร พร้อมคุณธรรมอย่างความกล้าหาญ ความซื่อตรง ความเมตตา ความสุภาพ ความจริงใจ เกียรติ และความภักดี ภาพที่ได้จึงงดงาม และเป็นระบบกว่าความเป็นจริงที่หลากหลาย ของซามูไรแต่ละยุค

แนวคิด “บูชิโด” และภาพจำ ซามูไร ผู้มีจริยธรรมเคร่งครัดส่วนใหญ่ เป็นอุดมคติที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นในยุคสงบสุข และถูกตีแพร่ผ่านหนังสือในยุคหลัง โดยในความเป็นจริง ซามูไร เริ่มผงาดเป็นชนชั้นปกครองในยุคคามาคุระ ก่อนจะปรับเปลี่ยนบทบาท เป็นข้าราชการในยุคเอโดะ และถูกยกเลิกชนชั้นไปอย่างสมบูรณ์ในช่วงการปฏิรูปเมจิ

