
กุนซือของทีมเต็งแชมป์ มีใครบ้าง การพาทีมได้แชมป์
- จินนักเขียน
- 69 views

เนื่องจาก กุนซือของทีมเต็งแชมป์ มีใครบ้าง หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต, ดิดิเยร์ เดส์ชองส์, โธมัส ทูเคิล, ลิโอเนล สกาโลนี และคาร์โล อันเชล็อตติ ที่เป็นกุนซือของทีมเต็งแชมป์ในบอลโลกไม่ว่าจะเป็น ทีมชาติสเปน, ทีมชาติฝรั่งเศส, ทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติอาร์เจนตินา รวมไปถึงทีมชาติบราซิล
ผลงานของกุนซือ จากทีมเต็งแชมป์อย่าง ทีมชาติสเปน, ทีมชาติฝรั่งเศส, ทีมชาติอังกฤษ, ทีมชาติอาร์เจนตินา และทีมชาติบราซิล ซึ่งกุนซือแต่ละคนจะมีผลงานที่แตกต่างกัน ก่อนที่จะได้รับโอกาสมาเป็นผู้คุมทีมในทีมนั้นๆ โดยจะมีรายละเอียดของกุนซือแต่ละคนตามดังนี้
ปรัชญาการทำทีม ของกุนซือทีมเต็งแชมป์ ส่วนใหญ่จะเน้นความสมดุลระหว่างเกมรุก และเกมรับ รวมไปถึงการควบคุมพื้นที่สำหรับการครองบอล และความเป็นผู้นำที่ใส่ใจผู้เล่น ซึ่งกุนซือส่วนใหญ่จะใช้ปรัชญาเหล่านี้ ในการคุมทีมเพื่อพาชัยชนะในการแข่งขันทุกครั้ง
อย่างกุนซือในพรีเมียร์ลีกเช่น เป๊ป และอาร์เตต้า ที่จะใช้แผนการเล่นแบบ 3-2-4-1 และ 4-3-3 เป็นหลัก โดยเน้นการครองบอลสูงถึง 62% ต่อเกม เพื่อควบคุมสถานการณ์และสร้างโอกาสเข้าทำ ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมเต็ง 1 และเต็ง 2 ของเกาะอังกฤษอย่างต่อเนื่อง
โดยสำหรับผู้จัดการทีมเต็งแชมป์ส่วนใหญ่ ที่จะเน้นความยืดหยุ่น และการเปลี่ยนจังหวะเกมที่เฉียบคม ซึ่งจะแนวคิดนี้จะคล้ายกับแผนการเล่นแบบ 4-4-2 ซึ่งเป็นแผนที่สร้างเกมรุกที่มีประสิทธิภาพ และทำประตูจากจังหวะสวนกลับ ซึ่งเป็นแผนที่เห็นผลได้เป็นส่วนใหญ่
ทีมเต็งแชมป์บอลโลก ใช้แผนไหน 4-4-2 หรือ 4-2-4 พาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกในปี 1962-1970 ซึ่งในตอนนั้นถูกคุมทีมโดย เฟโอลา ซึ่งเขานั้นเคยเป็นเพียงนักกีฬาในทีมชาติบราซิลมาก่อน ต่อมาแผนแบบนี้ก็ถูกใช้มากขึ้นในปี 2020 ไม่ว่าจะเป็นใน บอลโลก หรือพรีเมียร์ลีก ก็นิยมใช้แผนนี้กัน (22 มิถุนายน 2025) [2]
ปัจจัยที่ทำให้กุนซือ มีโอกาสพาทีมคว้าชัยชนะ จะประกอบด้วยการวางแท็กติกที่ยืดหยุ่น การวิเคราะห์คู่แข่งอย่างเฉียบคม การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขเกมตามสถานการณ์จริง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ทีมมีโอกาสได้แชมป์มากที่สุด สำหรับการแข่งขันนั้นๆ
รวมไปถึงควรมีการวางรากฐาน และโครงสร้างทีมให้เตรียมพร้อม กับเหตุที่ไม่คาดคิดเสมออย่างเช่น ผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บ โดยต้องหาแผนสำรองเพื่อหาบุคคลที่เล่นแทนในตำแหน่งนั้น เพื่อที่จะประคองทีมให้มีการเสียบอลน้อยที่สุด หรือให้ดีควรที่จะไม่ให้เกิดการทำประตูจากฝ่ายตรงข้าม

กุนซือมีการบริหารจัดการ นักเตะระดับโลก ด้วยการหมุนเวียนนักเตะ โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นตัวจริง 3-4 ตำแหน่งในทุกๆ 3 วัน เพื่อรักษาความสดของร่างกายนักเตะให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด จึงถือว่าเป็นการบริหารนักเตะให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่
ซึ่งสำหรับทางกุนซืออย่าง เอนโซ มาเรสกา ที่ไม่ปรานีกับนักเตะของตน ซึ่งจะมีการคัดเลือกนักเตะที่สามารถลงสนามได้ด้วยตัวเขาเองต้องผ่านเขาเสมอ โดยเขานั้นได้แก้ไขปัญหาภายในนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซ้อม และเรื่องของศักยภาพทางด้านร่างกาย
ประสบการณ์ของกุนซือ มีผลต่อทีมอย่างมาก ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญ เพราะการที่มีกุนซือมากประสบการณ์ จะช่วยแก้เกมในครึ่งหลังได้ดีขึ้น ซึ่งการแก้เกมของกุนซือที่มีความสามารถ จะสะท้อนออกมาในรูปแบบตัวเลข ไม่ว่าจะเป็น จำนวนทำประตู หรือแอสซิสต์
อย่างกุนซือของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ระบุว่ากุนซือที่เก่งควรมี 2 สิ่งได้แก่ การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และการเรียนรู้ซ้ำๆไม่รู้จบ ผ่านการทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอย่างเขานั้นเคยเป็นเพียงแค่ล่ามให้กับ เซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ในปี 1992 ต่อมาก็ได้กลายเป็นผู้ช่วยในปี 1996 ในการคุมบาร์เซโลนา (10 พฤษภาคม 2015) [3]
สรุป กุนซือของทีมเต็งแชมป์ มีใครบ้าง ได้แก่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์, หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต, โธมัส ทูเคิล, ลิโอเนล สกาโลนี และคาร์โล อันเชล็อตติ ถือว่าเป็นกุนซือในทีมเต็งแชมป์ของทีมชาติต่างๆ โดยกุนซือแต่ละคนก็เคยมีผลงานที่พาทีมได้แชมป์มามากมาย
คุณสมบัติกุนซือ ที่จะพาทีมเป็นแชมป์ได้ จำเป็นต้องเริ่มจาก ทำให้ทีมเสียประตูน้อยกว่า 0.9 ลูกต่อนัด และมีอัตราการชนะเกมนอกบ้านเกิน 60% ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของคุณสมบัติกุนซือ ที่จะมีโอกาสได้รับแชมป์ในการแข่งขันรอบนั้นๆ
กุนซือที่เก่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเตะมาก่อนก็ได้ โดยกุนซือฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหลายคน ไม่เคยเป็นนักเตะอาชีพที่มีชื่อเสียง หรือบางคนไม่เคยเล่นฟุตบอลระดับอาชีพเลยแม้แต่นัดเดียว ซึ่งการเป็นกุนซือนั้นจะไม่ใช่แค่การเล่นบอลเท่านั้น แต่จะเป็นการบริหารทีม และอื่นๆอีกมากมาย

