
การล่มสลาย ของตระกูลธุรกิจ เกิดขึ้นได้อย่างไร
- Blackcat
- 45 views

การล่มสลาย ของตระกูลธุรกิจ เกิดขึ้นเมื่อปัญหาหลายอย่างสะสมพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในครอบครัว การขาดแผนสืบทอดกิจการ ทายาทที่ยังไม่พร้อมบริหาร และหนี้สินจากการขยายธุรกิจเกินตัว จนธุรกิจไม่สามารถประคองตัวข้ามรุ่นต่อไปได้
สาเหตุหลักแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ ความขัดแย้งในครอบครัว การไม่มีแผนสืบทอดกิจการ ทายาทขาดทักษะบริหาร และการก่อหนี้ขยายธุรกิจ เกินความสามารถในการชำระคืน
เกิดจากปัจจัยที่มักซ้อนทับกัน ได้แก่ การขาดแผนสืบทอดกิจการ ความขัดแย้งภายในครอบครัว ทายาทขาดทักษะบริหาร และการขยายธุรกิจเกินตัว จนแบกหนี้ไม่ไหว งานวิจัยชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ มักผสมกันมากกว่าจะเกิดจากสาเหตุเดียว
จากข้อมูลของ SBA การสืบทอดธุรกิจครอบครัวในอเมริกามีการสืบทอดไปยังรุ่นที่สาม 12% ขณะที่รุ่นที่สี่และรุ่นต่อ ๆ ไป เพียงแค่ 3% ส่วนใหญ่แล้วจะจบที่รุ่นที่สองซึ่งมีเปอร์เซ็นต์การสืบทอดอยู่ที่ 30% (12 มิถุนายน 2025) [1]
ความขัดแย้งเรื่องอำนาจตัดสินใจในครอบครัว มักลุกลามเข้าสู่การบริหาร ตัวอย่างเช่น ตระกูล Fairfax ในออสเตรเลีย ที่ทายาทรุ่นใหม่ผลักดัน พี่น้องและญาติผู้อาวุโส ออกจากบอร์ด จนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่โดยลำพัง
มีส่วน เพราะจากผลสำรวจของ PwC พบว่าในปี 2014 มีเพียงร้อยละ 16 ของธุรกิจครอบครัวเท่านั้น ที่มีแผนสืบทอดกิจการที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรจริง อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Sponsored และ PwC ผ่าน Boston Globe และอีกผลสำรวจของ PwC ระบุว่าในปี 2012 มีเพียง 32% ของเจ้าของธุรกิจกังวลเรื่องการส่งต่อรุ่นถัดไปโดยตรง (3 ธันวาคม 2021) [2]
ทายาทที่ขาดประสบการณ์ มักตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ผิดพลาดอย่างรุนแรง กรณีตระกูล Fairfax ทายาทรุ่นใหม่ทุ่มเงินกู้เข้าซื้อกิจการคืนแบบใช้หนี้ล้วน โดยไม่ฟังคำเตือนจากคนในครอบครัวเลย
ตัวอย่างธุรกิจที่ปิดตัวลง ได้แก่ สายการบิน Kingfisher ของตระกูล Mallya ในอินเดีย ก่อตั้งในปี 2005 ก่อนยกเลิกเที่ยวบินหลายเที่ยวในปี 2012 หลังจากกรมสรรพากร สั่งอายัดบัญชีบางส่วนของสายการบิน และพบว่าสายการบินดังกล่าว มีหนี้สินคงค้างรวมประมาณ 7,500 ล้านรูปี กับกลุ่มธนาคารถึง 17 แห่ง (31 พฤษภาคม 2019) [3]
การเข้าซื้อกิจการเพื่อขยายตัว โดยไม่ประเมินภาระหนี้ให้รอบคอบ มักเร่งการล่มสลาย เช่น Forever 21 ของตระกูล Chang ที่ขยายสาขาทั่วโลกเกินความต้องการตลาดจริงจนต้องล้มละลายในปี 2019 และในปี 2020 ก็ถูกขายให้กับ Authentic Brands Group ในราคาเพียง 81 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ Forever 21 เคยทำยอดขายได้มากถึง 4 พันล้านดอลลาร์ (4 กันยายน 2023) [4]
สามารถล่มสลายได้เช่นกัน เพราะเมื่อโครงสร้างบริหารแบบดั้งเดิม ตามวิถีผู้ก่อตั้งตามไม่ทันพฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด ก็จะถูกคู่แข่งแย่งชิงไปจนประคองกิจการต่อไม่ไหว
กรณี Kingfisher มีมูลค่าหนี้สินที่รายงานแตกต่างกันตามช่วงเวลา ตั้งแต่ราว 1.1-1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกินเวลานานเกือบ 12 เดือน หลังจากขาดทุน นอกจากนี้หุ้นของบริษัทดังกล่าวยังร่วงลงประมาณ 5% ติดต่อกันสี่วันในการซื้อขายในมุมไบ ปิดที่ 13.90 รูปี โดยราคาหุ้นนั้นลดลงไปมากถึง 34% เลยทีเดียว อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Gulfnews

การล่มสลายของตระกูลธุรกิจแทบไม่เคยเกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการสะสมของความขัดแย้งในครอบครัว การขาดแผนสืบทอด ทายาทที่ยังไม่พร้อม และการขยายกิจการเกินกำลังจนแบกหนี้ไม่ไหว บทเรียนจากทั้ง Kingfisher, Fairfax และ Forever 21 ชี้ตรงกันว่าธุรกิจที่รอดพ้นวงจรนี้ได้ ล้วนต้องมีโครงสร้างธรรมาภิบาลและแผนส่งต่อรุ่นที่ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ

