
ข้อดี-ข้อเสีย การลงทุน Thematic Investing
- MY Kismet
- 45 views

การลงทุน Thematic Investing เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เน้นมองหาธุรกิจที่เปลี่ยนโลกได้ และเน้นลงทุนตามเทรนด์ในอนาคต เช่น การลงทุนนวัตกรรมสมัยใหม่ การลงทุนหุ้นเทค และการลงทุนหุ้นเติบโต โดยที่ไม่ยึดการจัดพอร์ตแบบเดิมๆ เน้นจัดพอร์ตตามความเหมาะสมมากกว่า
Thematic Investing จัดเป็นการลงทุนตามเทรนด์ ที่เลือกลงทุนในธุรกิจที่เปลี่ยนโลกในอนาคตได้ ซึ่งแนวคิดการลงทุนรูปแบบนี้มีมาตั้งแต่ปี 1948 มีกองทุนต้นแบบแรกคือ “The Television Fund” เป็นกองทุนที่ถูกสร้างตามกระแสโทรทัศน์ในยุคนั้น (24 กันยายน 2024) [1]
เราจะมาพูดถึงข้อดีของการลงทุนแบบ Thematic Investing ส่วนใหญ่คนอาจจะคิดว่าการลงทุนประเภทนี้ มีโอกาสทำกำไรน้อย ความเสี่ยงสูง ขาดทุนได้ง่าย แต่ความเป็นจริงแล้วมีข้อดีซ่อนอยู่ ดังนี้
นักลงทุนกระจายสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย ผ่านการรวมหุ้นของบริษัทที่จัดเป็นธีมเดียวกัน และเลือกลงทุนผ่านกองทุนใดกองทุนหนึ่ง เช่น กองทุน Thematic ETF ภายในกองทุนนี้มีหลายบริษัทที่อยู่ในธีมเดียวกันอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
ถือเป็นจุดเด่นของ ThematicInvesting เพราะการลงทุนประเภทนี้ เน้นการจับเทรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมบนโลก นักลงทุนสามารถใช้กระแสเหล่านี้ในการทำกำไรได้ และอาจเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่นักลงทุนไม่เคยเจอมาก่อนก็เป็นได้
การลงทุนแบบ ThematicInvesting เหมาะกับการลงทุนระยะยาวมาก เพราะเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนไป ต้องอาศัยช่วงเวลานานในการปรับตัว จุดนี้เองที่นักลงทุนสามารถกำไรต่อเนื่องได้ และมีโอกาสสร้างกำไรมหาศาลได้ เมื่อเทรนด์นั้นประสบความสำเร็จขั้นสุด
การลงทุน ThematicInvesting มีข้อเสียหลายอย่าง นักลงทุนหลายคนไม่กล้าที่จะลงทุนแบบนี้ เพราะกลัวที่จะขาดทุน และไม่มีความรู้มากพอ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโดยตรง และมีข้อเสียอื่นๆ ดังนี้
เรื่องนี้สำคัญมากและเป็นเรื่องที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่กลัว เพราะเทรนด์การลงทุนส่วนใหญ่จบลงไวมาก และในช่วงที่กระแสกำลังมาแรง มูลค่าหุ้นก็พุ่งสูงมากเช่นกัน หากเลือกเทรนด์ผิด มีโอกาสสูงที่จะติดดอยและโอกาสในการฟื้นตัวก็น้อยลงด้วย
การลงทุนประเภทนี้ความผันผวนสูงจริง เพราะวิธีการกระจายความเสี่ยง ไม่ได้ไปลงในภาคอุตสาหกรรมแบบที่ควรจะเป็น แต่เลือกลงไปที่กระแสการทำธุรกิจ ทำให้ค่าความผันผวนสูงกว่าปกติ เพราะธุรกิจเหล่านี้มีการแข่งขันที่สูง และแบกความคาดหวังของนักลงทุนไว้ด้วย
เรื่องนี้จัดเป็นกับดักที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ล้มละลาย กระแสการลงทุนหรือเมกะเทรนด์ระยะสั้น มีโอกาสเติบโตน้อยมาก เช่น แฟชั่นชั่วคราว หรือการซื้อสินค้าตามคนดัง ทั้งหมดนี้มีโอกาสเติบโตน้อย และมีโอกาสที่จะกลับมาบูมอีกครั้งน้อยมาก เพราะเป็นเพียงความชอบเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
เป็นข้อเสียใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะการลงทุนตามเทรนด์ เป็นเรื่องที่ติดตามข่าวกันแบบวันต่อวัน หากพลาดข่าวสารเพียงแค่ชั่วโมงเดียว อาจทำให้กำลังหายไปเลยก็ได้ เป็นข้อเสียที่ทำให้นักลงทุนมีความเครียด ไม่มีเวลาส่วนตัว และต้องอยู่กับความวิตกกังวลตลอดเวลา

บทส่งท้าย การลงทุน ThematicInvesting เป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะกับมือใหม่เพราะมีความเสี่ยงสูง ต้องเรียนรู้เรื่องเทรนด์มาเป็นอย่างดี เหมาะกับคนที่จับจังหวะตลาดเก่ง เก่งเรื่องการคาดการณ์ และรู้จังหวะการขายออก จึงจะทำกำไรจากการลงทุนประเภทนี้ได้

